พรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท

เริ่มต้นกันเสียทีกับการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่หลายๆคนทั่วโลกต่างรอคอยและตั้งหน้าตั้งตาที่จะชม ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นฟุตบอลที่การลุ้นแชมป์นั้นแทบจะหมดไปแล้วและแชมป์นั้นเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ต้องตกเป็นของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ซึ่งถือว่าจะเป็นการเถลิงบังลังค์ความแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก หลังจากที่มีการเปลี่ยนชื่อจากเดิมจากดิวิชั่นหนึ่ง

แต่ด้วยความมันส์ที่คนทั่วโลกมองว่า พรีเมียร์ลีกคือลีกฟุตบอลที่ดูแล้วตื่นเต้นและสนุกที่สุดแม้ว่าการแข่งขันแต่ละนัดจะไม่มีความหมายแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงแม้การได้แชมป์จะค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่การลุ้นอันดับต่างๆ ยังคงต้องมีและเข้มข้นอีกต่อไป

โดยเฉพาะอีกหนึ่งโควตาที่ต้องลุ้นกันว่าใครจะได้ไปเล่นฟุตบอลแชมป์เปี้ยนลีก นั่นก็คือการคว้าอันดันที่สี่นั่นเอง โดยตอนนี้นั้นทีมที่มีโอกาสมากที่สุดคงจะเป็นเชลซี และทีมที่มีโอกาสลุ้นตามมาติดๆก็คือผีแดง แมนยู กับไก่เดือยทอง เสปอร์ ซึ่งก็มีโอกาสที่จะสอดแทรกได้เช่นกัน ส่วนการลุ้นหนีตกชั้นนั้น ก็มีอีกหนึ่งโควตาเช่นเดียวกัน

เพราะสองทีมที่ดูแล้วไม่น่าจะรอดก็คือ นอริช กับแอสตันวิลล่า ส่วนอีกทีมก็ยังไม่รู้ชะตาว่าจะเป็นทีมไหนเพราะแต้มเบียดสูสีกันเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น บอรน์มัธ นิวคาสเซิ่ล เซาแธมป์ตัน และไบรท์ตัน ซึ่งก็ต้องดูว่าจะเป็นทีมไหนที่ต้องสังเวยโควิดตกชั้นไปเล่นในลีกแชมป์เปี้ยนชิพ 

คราวนี้ย้อนมาดูการแข่งขันนั้น ก็จะมีกติกาเหมือนลีกอื่นๆ ที่มีการเปลี่ยนตัวกันสามครั้ง แต่จะพิเศษด้วยการเพิ่มโควต้าให้เปลี่ยนได้ห้าคน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือนักเตะไม่ให้มีการเหนื่อยล้าจนเกินไป เพราะหากคำนวณตามโปรแกรมแล้วนั้น ในหนึ่งสัปดาห์นั้นจะต้องเล่นกันถึงสามเกมเลย และหลังจากเตะกันตามครบโปรแกรมหมดแล้วนั้น

ก็จะเป็นคิวของบอลถ้วยยุโรปที่บรรดาทีมต่างๆที่ยังอยู่ในวงโคจร จะต้องทำการแข่งขันต่อให้จบ แต่คราวนี้จากเดิมที่เคยเป็นการเตะแบบเหย้าเยือนนั้น ทางยูฟ่าจะมีการจัดสนามกลางในประเทศโปรตุเกส และเยอรมัน เพื่อให้ทีมเหล่านั้นไปรวมตัวกันที่เดียวและมีการเตะแบบนัดเดียวจบ ซึ่งเมื่อก่อนจะเป็นการเตะแบบเหย้าเยือน

แต่เพื่อลดทอนโปรแกรม และให้โปรแกรมฟุตบอลทุกลีกทั่วโลกรีบจบภายในสิ้นเดือนกันยายน เพื่อที่จะได้เริ่มฤดูกาลใหม่พร้อมๆ กัน ส่วนการโยกย้ายนักเตะก็จะให้ขีดเส้นใต้เริ่มย้ายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

ติโม แวร์เนอร์ จะสวมเสื้อสีแดง หรือสีน้ำเงินกันแน่

เป็นข่าวใหญ่พอสมควรกับการที่นักเตะกองหน้าของทีมอาร์บี ไลป์ซิก กำลังจะเก็บข้าวของออกจากทีมเพื่อออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆในต่างแดนกับยอดทีมของเกาะอังกฤษ ซึ่งนักเตะคนนี้ต้องบอกมีฝีเท้าไม่ธรรมดาและได้พิสูจน์ตัวเองมามากพอแล้วในเวทีบุนเดสลีกา ทั้งการยิงประตูได้อย่างมากมายเป็นกอบเป็นกำ และมีลุ้นดาวซัลโวทุกปี

หากไม่ นักเตะตัวเก่งอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟกี้ ศูนย์หน้าของเสือใต้ บาเยิรน์ มาเป็นก้างขวางคอ ตัวเค้าเองนั้นก็คงจะเป็นดาวซัลโวของลีกไปหลายสมัยแล้ว และด้วยความสามารถของเค้านั้นทำให้ทีมอย่างอาร์บี ไลป์ซิก ได้ยกระดับทีมตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นท๊อปโฟร์ของลีกเยอรมันมาได้หลายฤดูกาล

ตั้งแต่ได้นักเตะคนนี้มาร่วมทีมแล้ว ซึ่งทำให้เชื่อกันเหลือเกินว่าการย้ายทีมของเค้านั้นจะทำให้ตัวนักเตะเองประสบความสำเร็จมากขึ้นไปอีกระดับในอาชีพการค้าแข้งของตัวเอง เพียงแต่ว่าตัวเค้านั้นจะไปลงเอยกับทีมไหนมากกว่าซึ่งล่าสุดหลังจากที่มีการแย่งชิงห้ำหั่นเพื่อดึงตัวนักเตะคนนี้ไปร่วมทีม จากหลายๆ สโมสรที่ก่อนหน้านั้น

มีร่วมมาล่าลายเซ็นต์หลายต่อหลายทีม แต่ล่าสุดเหลือมีสองทีมเท่านั้นที่มีความชัดเจนต้องการจะได้ตัวเค้าไป ทีมแรกคือสิงห์บลู ที่มีภาษีมากกว่าอีกทีม เพราะตัวกุนซือแฟรงค์ แลมพาร์ดนั้น ได้เตรียมการณ์ที่จะวางตำแหน่งนักเตะคนนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะให้เล่นตรงไหนและยังการันตรีตำแหน่งกองหน้าตัวจริงให้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าทีมจะมี แทมมี่ อับบราฮัม ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในฤดูกาลนี้อยู่แล้ว แต่นั่นยังไม่พอกับขุมกำลังที่ทางเชลซีต้องการ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ตัวนักเตะจะได้มาร่วมชายคาที่นี่ ส่วนอีกทีมที่ตามจีบนักเตะคนนี้มาก่อนเชลซี คือหงส์แดง ลิเวอร์พูล ซึ่งหากมองตามองค์ประกอบของทีมในปัจจุบันที่จะช่วยให้นักเตะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

เจ้าตัวควรจะเลือกมาที่นี่และใส่เสื้อสีแดง เพียงแต่ติดตรงที่ว่าด้วยเกมรุกของหงส์แดงนั้นมีสามตัวหลักที่ประกอบไปด้วย ซาดิโอ มาเน่, โมฮัมเม็ด ซาล่าห์ และ โรแบร์โต้ ฟริมิโน่ อยู่แล้ว แถมยังมีอะไหล่ตัวสำรองอย่าง โอริกี้ อีก จึงทำให้เค้ามีโอกาสที่จะลงสนามน้อยกว่าถ้าเค้าเลือกไปเชลซี และเชื่อเหลือเกินว่าเจ้าต้องหากจะย้ายทีมคงต้องการที่เล่นเป็นตัวจริงทุกนัดอยู่แล้ว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย ใน ประเทศไทย

ย้อนดูก่อนการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาของทีมเสือใต้

เรียบร้อยไปแล้วสำหรับการคว้าแชมป์อีกครั้งของเสือใต้ บาเยริน์มิวนิค ที่นัดล่าสุดเอาชนะนกนางนวล เบรเมน ไปได้หนึ่งประตูต่อศูนย์ พร้อมคว้าแชมป์ไปเป็นที่เรียบร้อยร้อย ซึ่งการคว้าแชมป์ครั้งนี้เรียกว่าเป็นการคว้าแชมป์แปดสมัยซ้อนนับตั้งแต่ เจอร์เก้น คล้อป เคยพาเสือเหลือ ดอร์ทมุนด์ล้มเสือใต้มาแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

แต่หลังจากนั้นก็เป็นเสือใต้ที่กินเรียบไม่แบ่งให้ทีมไหนอีกเลย ซึ่งในปีนี้นั้นตอนแรกทีมเองก็เกือบที่จะไม่ได้ลุ้นแชมป์แล้ว แต่สุดท้ายก็สามารถฝ่าฟันกลับมาจนได้ ซึ่งหากย้อนไปดูตั้งแต่ต้นฤดูกาลนั้น ทีมเสือใต้ต้องเสียผู้เล่นชั้นดีที่ต้องปลดระวางตัวเองไปสองคนคือ อาร์เย็น ร็อบเบน และฟร้อง ริเบรี่ ส่วนราฟินญ่า และ มัตส์ อุมเมลส์

รวมถึง เรนาโต้ ซานเชซ ก็แยกกันไปคนละทาง และทำให้ทีมเสือใต้ต้องเสียนักเตะตัวหลักไปถึงสี่คนรวมอะไหล่การใช้งานอีกหนึ่งคน ซึ่งทางบอร์ดของเสือใต้ได้เตรียมการไว้ด้วยการ อุดรอยรั่วตรงนี้ด้วยการไปดึงเบนจามิน ปาวาร์ มาร่วมทีมและมีการยืมตัวนักเตะตัวเก่า อย่างอิวาน เปริซิซ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มาร่วมใช้งานแทนเพื่อให้มีความสมดุลในเกมรุก

ซึ่งการออกสตาร์ทตอนแรกของทีมเสือใต้นั้น ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ จนเมื่อมาถึงจุดเปลี่ยนนั้นทางเสือใต้เองเริ่มมีปัญหาภายในทีมระหว่างตัวผู้จัดการเองอย่าง นิโก้ โควัช กับนักเตะตัวเก๋าอย่าง มุลเลอร์ ที่ถูกดร็อปออกไปเป็นตัวสำรอง จนทำให้ทีมเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดี และฟอร์มเริ่มแกว่งลงไปเรื่อยๆ

จนสุดท้ายฟางเส้นสุดท้ายก็เลยขาดด้วยการที่บอร์ดบริหารไม่ทนกับฟอร์มที่ย่ำแย่อีกต่อไป จึงทำให้เป็นที่มาของการเปลี่ยนผู้จัดการทีมระหว่างซีซั่น ซึ่งนั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ และต้องยอมรับกับการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของผู้บริหาร และกล้านำ ฮานซี่ ฟลิค ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมแทน ซึ่งตัวเค้าเองนั้นก็ได้ตอบแทนความไว้วางใจด้วยการพาทีมเสือใต้

กลับมาคืนสู่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมจนแซงขึ้นกลับมาเป็นจ่าฝูงและครองอันดับหนึ่งจนเข้าป้ายและคว้าแชมป์ไปในที่สุด ถึงขนาดทำให้เสือใต้กลายเป็นทีมที่ไร้พ่ายถึง 18 นัด และสถิติยังคงดำเนินต่อไปและมีโอกาสที่จะไร้พ่ายไปอีกหลายนัดเลย ซึ่งก็ถือว่าเป็นความยอดเยี่ยมของทีมเสือใต้จริงๆ ที่กล้าคิดและตัดสินใจในการนี้จึงทำให้ทีมกลับมาได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน บาคาร่า

แบ๊กซ้าย ที่ดีที่สุดในเวลานี้ เบน ชิลเวล์

อีกหนึ่งผลผลิตนักเตะชั้นดีจากค่ายสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เอาอีกแล้วกับการสร้างนักเตะชั้นยอดออกมา และกำลังจะทำกำไรจากการขายนักเตะได้ไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านปอนด์ ลองคิดดูว่าเป็นเงินไทยเท่าไหร่ ซึ่งสโมสรที่มีเจ้าของเป็นคนไทย รวยเละเข้าไปอีกมาก จากเดิมที่รวยอยู่แล้ว แต่ก็อย่างว่าเพราะความใจบุญและมีน้ำใจดูแลเมืองเลสเตอร์ด้วย

เหมือนกับดูแลสโมสร ทำให้แฟนบอลสนับสนุนเจ้าของทีมแบบรักล้นใจ ว่ากันต่อที่ตัวนักเตะที่มีนามว่า เบน ชิลเวลล์ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นนักเตะกองหลังฝั่งซ้ายที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในเกาะอังกฤษในช่วงเวลานี้เลย ด้วยผลงานที่เด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ รวมถึงยังสามารถที่จะเข้าทำประตูได้อีกด้วย

จึงทำให้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการเสริมทีมของยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทีมที่สนใจมากๆและอยากคว้าตัวไปร่วมทีมก็คือ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี นั่นเอง เพราะตัวกุนซือใหญ่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด นั้น ไม่ค่อยจะพอใจกับแบ๊กซ้ายที่มีอยู่อย่าง มาร์กอส อลอนโซ เท่าไหร่นัก เพราะนักเตะคนนี้ฟอร์มยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร

บางวันก็เล่นดีใจหายยิงประตูได้ด้วย เด่นเกมรุกมาก แต่บางวันก็เล่นไม่ได้เรื่องเพราะเจ้าตัวเองมักจะมีปัญหาเรื่องเกมรับ และชอบเติมเกมรุกจนลงมาไม่ทันเป็นประจำจนเป็นเหตุให้ทีมเสียประตูบ่อยๆ อยู่หลายครั้ง ดังนั้นทางแก้คือต้องซื้อนักเตะตำแหน่งนี้มาอุดช่องโหว่ ซึ่งเจ้าตัวก็มีความสนใจ เบน ชิลเวลล์ เป็นอย่างมาก

และกำลังอาศัยความเก๋าที่เป็นอดีตรุ่นพี่ทีมชาติอังกฤษเข้าเจรจาเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าในเวลานี้ ทางสโมสรเลสเตอร์ ยังไม่ยอมที่จะปล่อยนักเตะคนนี้ออกไปแน่นอน เพราะสาเหตุหลักๆสองอย่างคือ หนึ่งทางสโมสรเองยังคงไม่สามารถหาตัวแทนในตำแหน่งนี้ได้หากต้องปล่อยให้กับทีมอื่นไป

สองทางสโมสรมีความเชื่อว่าหากเก็บไว้นานกว่านี้ นักเตะคนนี้จะมีค่าตัวมากกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอนซึ่งในปัจจุบันนั้นนักเตะคนนี้ถูกตั้งค่าตัวไว้ที่แปดสิบล้านปอนด์

โดยทางเลสเตอร์เชื่อว่าหากเก็บไว้อีกสักปีสองปี ค่าตัวน่าจะเกินหลักร้อยล้านปอนด์ก็เป็นแน่ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางผู้สื่อข่าววิเคราะห์กันเองนั้นว่า ยากเหลือเกินที่ทางสโมสรจะยอมปล่อยนักเตะคนนี้ให้กับเชลซี เพราะถือว่าเป็นคู่แข่งที่แย่งตำแหน่งท๊อปโฟร์กันเกือบทุกปีในช่วงเวลานี้ คราวนี้คงต้องมาดูกันต่อว่านักเตะรายนี้จะอยู่กับเลสเตอร์ได้อีกนานแค่ไหน

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สล็อต

ฟุตบอลยุคโควิด19

กลับมาแล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลลีกยุโรปที่เงียบเหงากันไปเกือบสามเดือนซึ่งการกลับมาครั้งนี้นั้น ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่แปลกตากันไป ไล่เรียงกันมาตั้งแต่เรื่องของคนดูในสนามที่ตามกฎกติกาและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดนี้นั้นได้ให้มีการแข่งขันฟุตบอลกันได้ก็จริง แต่ต้องมีจำนวนผู้เข้าในสนามได้ไม่เกินสามร้อยคน ซึ่งในจำนวนสามร้อยคนนี้ก็ไม่ใช่คนดูด้วย เพียงแต่เป็นเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน กรรมการ ผู้เล่น และบรรดาหัวหน้าโค้ช ผู้จัดการทีมและสต๊าฟ์เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศการแข่งขันก็ดูแปลกตากันไป

ซึ่งมองจากการถ่ายทอดสดก็จะเห็นที่นั่งคนดูว่างเปล่าเปรียบเหมือนฟุตบอลอำเภอบ้านเรายังไงก็ไม่รู้ พอผ่านไปสักนักสองนัดฝ่ายจัดการแข่งขันคงมองแล้วว่าไม่โอแน่นอน จึงได้นำการเอาเสียงผู้ชมมาเปิดในสนามเพื่อให้บรรยากาศมันดูคึกคักและช่วยกระตุ้นนักเตะไปอีกทาง

และนอกจากนั้นที่ดูแปลกไปคือ การเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่จากเดิมกติกา การแข่งขันสากลนั้นจะกำหนดให้มีการเปลี่ยนตัวได้ทีมละสามคน คราวนี้ด้วยจำนวนการแข่งขันที่มีค่อนข้างถี่ และเป็นการช่วยให้นักกีฬาไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป จึงได้ออกกฎมาใหม่ให้เปลี่ยนตัวได้ฝั่งละห้าคน ซึ่งก็เป็นความโชคดีของพวกตัวสำรองที่โดยปรกติจะไม่ค่อยได้ลงสนาม จึงมีโอกาสที่จะถูกเปลี่ยนตัวลงมามากขึ้น แต่ด้วยการที่กลัวจะมีทีมเสียเปรียบเนื่องจากโดนถ่วงเวลา

ทางฝ่ายจัดการแข่งขันจึงยังคงให้มีการเปลี่ยนตัวได้แค่สามครั้งเท่าเดิม เพื่อป้องกันปัญหาการถ่วงเวลานั่นเอง ส่วนบางลีกที่มีอากาศร้อนมากๆ จะมีการให้พักคูลลิ่งเบรก หรือการพักเพื่อดื่มน้ำ ในช่วงการแข่งขันด้วยเช่นกัน ส่วนในการแข่งขันนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่ดูเปลี่ยนไปก็คือ การเถียงผู้ตัดสินที่รู้สึกว่ามีน้อยลงไปเนื่องจาก ก็คงต้องระวังเรื่องน้ำลาย หรือการเว้นระยะห่างกันเช่นกัน และอีกจุดหนึ่งในสนามก็คือการฉลองการยิงประตูด้วยท่าดีใจที่ไม่มีการสวมกอดกัน มีแต่การเข้ามาแสดงความยินดีและนำกำปั้นมาชนกันเท่านั้น

แม้แต่จับมือก็ยังคงน้อยลงไป เพราะกลัวกันนั่นเอง ส่วนการเข้าแถวก่อนลงสนามก็มีแปลกตาให้เห็น ซึ่งเมื่อก่อนเป็นการยืนเรียงแบบหน้ากระดานกัน แต่ตอนนี้เป็นการยืนแบบวงกลมและห่างๆกัน ซึ่งก็เป็นอะไรที่เปลี่ยนไปมากพอสมควร แต่ก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ ซึ่งก็คิดว่าอีกหน่อยก็จะชินกันไปเอง อย่างน้อยก็ยังโชคดีที่มีฟุตบอลดีๆ กลับมาให้แฟนบอลดูกันเหมือนเดิม

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa game vip

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ตัดสินใจออกจากวงการ MMA แล้ว

       ยอดนักสู้ชาวไอริช คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ซึ่งปัจจุบันนั้นเขาสังกัดทีม UFC ได้ออกมาประกาศการตัดสินใจอำลาวงการ โดยครั้งนี้ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ เป็นการประกาศการลาวงการ MMA เป็นครั้งที่3 แล้ว ซึ่งในขณะนี้เขากำลังอายุ 31 ปี ซึ่งตลอดเวลาระยะ 4 ปีที่เขาอยู่ในวงการของ MMA นี้เขาได้มีการออกมาประกาศอำลาวงการนี้ไปแล้วถึง 2 ครั้ง

และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สาม ซึ่งการที่เขาตัดสินใจที่จะหันหลังให้กับวงการในครั้งนี้ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ได้ออกมาบอกว่า เป็นเพราะเขาเบื่อกับวงการนี้แล้ว มันไม่มีอะไรให้เขาได้ตื่นเต้นเลย เพราะทุกครั้งเขาก็แค่ต้องต่อสู้และการต่อสู้ก็มีแค่การแพ้กับชนะ ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมนั่นทำให้เขารู้สึกถึงความซ้ำซากของเกมการต่อสู้นี้

  แต่อย่างไรก็ตามมีการรายงานออกมาจากวงในว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เขาอยากจะยุติการเล่นเกมต่อสู้นี้ก็เพราะว่า ทางต้นสังกัดของเขานั้น มักจะมีการเลือกค้นหาคู่ต่อสู้มาให้เขาไม่ค่อยเก่งสักเท่าไหร่ เป็นคู่ต่อสู้ที่มีความเก่งกาจแค่เพียงระดับกลางกลางเท่านั้น และเขาไม่ค่อยพอใจเพราะมันไม่เกิดความท้าทายสำหรับเขานั่นเอง 

ส่วนใหญ่คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ มักจะได้คู่ต่อสู้ที่ไม่เก่ง เหมือนได้คู่ต่อสู้ที่กำลังหมดแรงและหมดสภาพแล้วมาสู้ด้วยทั้งนั้น ทำให้เขาเลือกที่จะออกจากวงการการต่อสู้นี้ดีกว่าการสู้กันแบบขอไปทีไม่สนุกสนานนั่นเอง สำหรับคอเนอร์ แม็คเกรเกอร์นั้นเขาเคยพูดถึงคู่ต่อสู้คู่หนึ่งที่สู้กันระหว่างคาห์บิบ นูร์มาโกเมดอฟ 

ซึ่งเป็นนักสู้ชาวรัสเซีย และเขาได้ไปสู้กับ  จัสติน เกทจี   ซึ่ง จัสติน เกทจี  ในตอนนั้นที่มีการส่งเรื่องการเข้าชิงแชมป์เข็มขัดรุ่นไลท์เวท โดยเขาเสียดายมากที่ไม่ใช่ตัวเขาเองที่จะได้เป็นคนไปสู้กัน ทั้งที่ตัวของ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์เองนั้นก็เป็นถึง อดีตแชมป์รุ่นดังกล่าว  และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและอยากเลิกต่อสู้ก็

เพราะว่า เขาต้องต่อสู้กับคนอื่นในสนามการแข่งขัน แต่เขาไม่มีกองเชียร์มาเชียร์ที่ขอบสนามเลย ทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่เกมการแข่งขัน แต่มันเหมือนพวกกุ้ยสองคนหาเรื่องทะเลาะกันมากกว่า มันไม่มัน และมันไม่สนุกเมื่อไม่ได้ยินเสียงคนแชร์  

   อย่างไรก็ตามต้องรอดูกันว่าที่ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ กล่าวว่าจะเลิกเล่นเกมต่อสู้นั้นจะจริงมากแค่ไหน เพราะเห็นว่าเลอกไปแล้วหลายครั้งแต่ในที่สุดเขาก็กลับมาต่อสู้อีกจนได้ และครั้งนี้อาจจะเหมือนเดิมก็ได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ โม้เต็มที่

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ โม้เต็มที่ หากพรีเมียร์ลักกลับมาแข่งได้เมื่อไหร่ แมนยูก็พร้อมเล่นเสมอ

              หากพูดถึงชื่อของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์  เขาคือผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของทีมฟุตบอลชื่อดังอย่างทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ทีมฟุตบอลที่ทุกคนทั่วโลกรู้จักและชื่นชอบ ทีมที่มีแฟนบอลอยู่ทั่วทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าหากมีใครมาถาม  โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ในช่วงนี้เขาย่อมต้องบอกอยู่แล้วว่าทีมปีศาจแดงของเขานั้นพร้อมอยู่เสมอที่เนื่องจากเขาได้พูดถึงนักเตะในทีมของเขาว่าทุกคนนั้นกำลัง ฝึกซ้อมกันอย่างเต็มที่สำหรับการจะกลับมาแข่งขัน  

        เป็นที่รู้กันดีว่าทิ้งไปแสดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้นเป็นทีมที่มีความโด่งดังระดับโลกซึ่งเขามีแฟนบอลอยู่ทั่วโลกเกือบทุกประเทศและนักกีฬาที่อยู่ในทีมของเขานั้นก็มีศักยภาพกันทุกคนซึ่งแต่ละคนที่เคยร่วมงานกับทีมแมนยูนั้นต่างก็ประสบความสำเร็จเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังกันเกือบแทบทุกคนเลยทีเดียวและมีการแข่งขันที่ไหนหรือฤดูกาลไหนแล้ว

แต่แมนยูจะเป็นทีมอันดับต้นๆที่สามารถขึ้นไปอยู่เหนือที่อื่นๆได้นักเตะของแมนยูนั้นได้สร้างชื่อเสียงให้กับสโมสรของตนเองในทุกๆครั้งที่มีการแข่งขันและไม่เคยทำให้แฟนบอลนะผิดหวังเลยอย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนานักฟุตบอลต่างก็ต้องหยุดกิจกรรมการซ้อมฟุตบอลและกิจกรรมการแข่งขันให้อยู่แต่ในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะติดเชื้อไวรัสได้แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทุกคนนั้นจำเป็นที่จะต้องอยู่แต่กับบ้านแต่นักฟุตบอลของทางแมนยูทุกๆคนต่างก็ทำการฝึกซ้อมร่างกายของตนเอง

ให้แข็งแรงและเตรียมความพร้อมที่จะมีการลงแข่งขันฟุตบอลอยู่เสมอซึ่งแน่นอนว่าเมื่อทางรัฐบาลมีการประกาศให้สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนั้นกลับมาแข่งขันและเมื่อไหร่ทางนักกีฬาของทางทีมสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก็พร้อมที่จะลงสนามได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอว่าจะต้องมานั่งซ้อมและออกกำลังกายกันอีกเลย

เพราะแต่ละคนนั้นจะถูกตารางการฝึกซ้อมด้วยตนเองอยู่ที่บ้านดังนั้นนักฟุตบอลทุกคนจึงพร้อมทุกเมื่อหากเกิดการแข่งขันเมื่อไหร่ก็ตามซึ่งแน่นอนว่าได้มีการออกมาเย็นๆเป็นที่แน่ชัดแปลว่าการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนั้นจะกลับมาเปิดให้นักฟุตบอลนั้นได้แข่งขันกันอีกครั้งหนึ่งโดยจะเริ่มการแข่งขันกันในเดือนมิถุนายนซึ่งนัดแรกนั้นจะมีการแข่งขันการประมาณวันที่ 16 มิถุนายนนี้เองและแมนยูก็คือหนึ่งในทีมที่มีความพร้อมที่จะลงสนามแล้ว 

 

สนับสนุนโดย  bk8

ลีกพรีเมียร์ที่ถูกเรียกว่าลีกปราบเซียน

หากจะมองว่าลีกฟุตบอลในประเทศไหนที่ถูกมองว่าเป็นลีกที่ดูบอลแล้วสนุกนั้นทุกคน คงต้องเป็นเสียงเดียวกันว่าพรีเมียร์ลีก เพราะถือว่าลีกนี้เป็นลีกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งมากเป็นอันดับหนึ่ง หลายต่อหลายคนที่เป็นนักเตะที่เก่งกาจแล้วย้ายมาที่นี่นั่นแล้ว มีเยอะเหลือเกินที่ประสบความล้มเหลวในการมาที่อังกฤษ เช่น

มอริเอนเตส นักเตะกองหน้าชาวสเปน ที่ย้ายมาจากรีลมาดริด ซึ่งเปรียบเสมือนเข้ามาทดแทน ไมเคิ่ล โอเว่น ในยุคนั้น แต่ตัวเค้าก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพให้แฟนบอลหงส์แดงประทับใจได้ เหมือนตอนที่เล่นให้ราชันชุดขาว แถมยังมีอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งด้วยสไตล์การเล่นของเค้านั้นอาจจะไม่เหมาะกับพรีเมียร์ลีก ที่มีการเล่นกันค่อนข้างเร็วจึงทำให้เค้าไม่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น

เซอร์เก เรบอฟ ชื่อนี้แฟนบอลอาจจะไม่คุ้นหู แต่หากให้นึกถึงนักเตะคนนี้ที่เป็นคู่หูของ อังเดร เชฟเชนโก้ น่าจะพอนึกออก เพราะตัวเค้าผนึกกำลังกับ เชฟเชนโก้ พาทีมดินาโมเคียฟ ทะลุเข้ารอบลึกๆ ในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกมาแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาล้มเหลวกับ ไก่เดือยทอง เสปอร์ แต่สุดท้ายเค้ากลายเป็นหนึ่งในดีลที่ล้มเหลวที่สุดของการซื้อตัวเสปอร์ในครั้งนั้นเลยทีเดีย

รามาเอล ฟากัลป์ ซึ่งถือว่าในวินาทีก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่แมนยูนั้น เค้าคือนักเตะที่ถือว่าเป็นปืนกลยิงประตูคู่แข่งให้อย่างมามากและถือว่าเป็นนักเตะที่ถูกยกย่องเป็นกองหน้าระดับโลก ซึ่งตัวเค้าเองนั้นเปรียบเหมือนเครื่องจักรการผลิตประตูเลยทีเดียว และยิงประตูมากมายพาทีม ปารีสฯ คว้าแชมป์ลีกเอิงมาเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเค้าย้ายมาที่อังกฤษแล้วนั้นสิ่งที่เคยเห็นกับไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปในเกาะอังกฤษซึ่งตัวเค้ากลายเป็นคนละคนกับทีฝรั่งเศส ไม่สามารถโชว์ฟอร์มที่ดีได้เลย 

อัลเวอร์โร่ โมราต้า นักเตะหน้าหล่อจากเสปน ที่ย้ายมาจากราชันชุดขาว ในสเปน ซึ่งตอนที่เค้าเล่นให้กับมาดริดนั้น ถือว่าเป็นกองหน้าดาวรุ่งที่เจิดจรัสมากในเสปน แต่พอย้ายมาอังกฤษนั้น สิ่งที่เห็นกลับไม่เป็นสิ่งที่คาด เพราะสุดท้ายนั้นเค้าไม่สามารยกระดับความสามารที่ทำได้เหมือนกับราชันชุดขาวได้

ดีเอโก้ ฟอร์ลัน นักเตะจากอุรุกวัย ที่เสียครั้งหนึ่งเค้าอยู่ผิดที่ผิดเวลากับแมนยู เพราะในยุคนั้นเค้าเป็นนักเตะที่ถูกซื้อมาด้วยการคาดหวังว่าจะเป็นนักเตะที่เล่นกับ รุด ฟานนิสเตอรอยได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ผีแดงต้องการ

 

สนับสนุนโดย  bk8

สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ยืนยันมีการต่อสัญญากับ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ใหม่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 1 เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 253  ได้มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับวงการกีฬาฟุตบอลออกมาว่า ทางด้านสโมสรฟุตบอล BG ปทุม ยูไนเต็ด ได้มีการยื่นขอเสนอไปยัง วิคเตอร์ คาร์โดโซ เกี่ยวกับเรื่องของการขอต่อสัญญาให้ วิคเตอร์ คาร์โดโซ นั้นทำงานร่วมกับทางทีมสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ต่อไปอีก

ซึ่งการพูดคุยกันในครั้งนี้เป็นการขยายสัญญาทำงานร่วมกันฉบับใหม่ออกไปอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มีการผนึกกำลังกับกองหลังที่คอยช่วยดูแลหลังบ้านกับ อันเดรส ตูเญซ ให้สามารถคว้าแชมป์ความสำเร็จมาให้ได้   และจากการพูดคุยกันนั้น ก็ปรากฏว่าทาง สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด สามารถที่จะถึงตัววิคเตอร์ คาร์โดโซ มาต่อสัญญาได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยได้มีการออกมาประกาศเรื่องของการต่อสัญญากันเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน สำหรับวิคเตอร์ คาร์โดโซ นั้นเขาเคยเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจมากความสามารถ และเขานั้นเคยเล่นเป็นกองหลัง เขาเป็นชาวบราซิเลียน และปัจจุบันนี้ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ก็อายุประมาณ 3 ปีแล้ว และก่อนหน้านี้ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ก็ได้ร่วมงานกับทาง สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด มาแล้ว

และเขาก็สามารถที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่น่าพอใจให้กับสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เป็นอย่างมาก ผลงานของเขาถือว่ายอดเยี่ยมมากเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ที่ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ได้ย้ายมาร่วมทีม สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2020 

     ส่วนทางด้านของ วิคเตอร์ คาร์โดโซ เองก็ได้ออกมาพูดถึงในเรื่องของการต่อสัญญากับ สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด นี้เช่นกัน โดยเขาได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ผ่านเว็บไซต์ของทางสโมสรเองว่า ตั้งแต่ที่เขาและครอบครัวของเขาได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยและทำงานที่ประเทศก็เป็นเวลานานถึงหกปีมาแล้ว เขาและทุกคนในครอบครัวของเขานั้นมีความรู้สึกว่ามีความสุขมากที่พวกเขาได้อยู่ที่เมืองไทยแห่งนี้

เขายังบอกอีกด้วยว่าตลอดระยะเวลา 6 ปีที่อยู่เมืองไทยเขาและครอบครัวได้รับแต่เรื่องราวและสิ่งที่ดีมาโดยตลอด ทั้งจากคนไทยและจากสโมสรที่เขามาทำงานด้วยนี้ ซึ่งในตอนนี้เขาได้รับการติดต่อให้มีการต่อสัญญาเพิ่ม ทำให้เขารู้สึกดีใจมาก และเขามองว่าการทำงานต่อไปในอนาคตของเขาจะยิ่งต้องดีกว่าเดิม และมันคือความท้าทาย

สำหรับเขามากที่จะต้องมีการบริหารจัดการงานของเขาให้ออกมาให้ดีที่สุด และแน่นอนว่าเขาอยากจะที่คว้าแชมป์ลีก และนำพาทีม บีจี ไปคว้าถ้วยฟุตบอลมาให้ได้ และเขาสัญญาว่าขาจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะมีกำลังกายทำได้  เขาเองก็อยากที่จะสร้างประวัติศาสตร์ความสำเร็จนี้กับสโมสรของไทยนี้เหมือนกัน

สำหรับ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ลงสนามรับใช้ “เดอะ แรบบิท” ไปแล้ว 4 ในซีซั่น 2020 และช่วยให้ทีมเสียประตูไปเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น.

 

สนับสนุนโดย  bk8

นักเตะที่เก่งกาจ แต่พอเป็นกุนซือแล้วล้มเหลว

ในโลกฟุตบอลใบนี้ ไม่มีใครเก่งทุกอย่างเสมอไป บางคนอาจจะเล่นฟุตบอลเก่ง แต่พอเมื่อเลิกเล่นแล้วรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลอาจจะไม่เก่งเหมือนตอนเล่น หรือบางคนตอนเป็นนักเตะอาชีพอาจจะดูไม่โดดเด่นเลย แต่พอเลิกเล่นแล้วมาเป็นผู้จัดการทีมกลับกลายเป็นผู้จัดการทีมที่สุดยอด วันนี้ลองมาดูกันว่า นักเตะที่เคยโด่งดังและเล่นฟุตบอลเก่งนัก แต่พอเลิกเล่นแล้วผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมนั้นและล้มเหลวมีใครกันบ้าง

โทนี่ อดัมส์ อดีตกัปตันทีมอาร์เซนอล และทีมชาติอังกฤษ ที่สมัยตอนเล่นฟุตบอลนั้นถือว่าเป็นระดับตำนานของทีมชาติอังกฤษและสโมสรอาร์เซนอล ซึ่งผ่านการคว้าแชมป์ลีก และบอลถ้วยมานับไม่ถ้วน แต่พอเมื่อเลิกเล่นฟุตบอล เค้าหันไปจับงานผู้จัดการทีมและเป็นผู้จัดการทีมให้ทีมวีคอมบ์ วันเดอร์เลอร์ เป็นทีมแรก แต่สุดท้ายงานแรกของเค้าก็พาทีมตกชั้นตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เค้าคุม จากนั้นเค้าก็ลาออกไปฝึกวิชาที่ประเทศเนอร์เธอร์แลนด์ ด้วยการรับงานคุมทีมเยาวชนของเฟเยนูรด์ ก่อนที่จะย้ายกลับมาอังกฤษคุมทีมปอมปีย์ และคุมไปได้เพียงไม่กี่นัดก็ดูไล่ออก สุดท้ายผลงานชิ้นโบว์ดำของเค้าก็คือการคุมทีมกรานาด้าในเสปน และแพ้สิบนัดรวด พาทีมตกชั้นอย่างน่าใจหาย 

อลัน เชียร์เรอร์ อดีตดาวยิงชื่อดังและดาวยิงสูงสุดในพรีเมียร์ลีก และเมื่อจบอาชีพนักฟุตบอลนั้น ตัวเค้าได้ผันตัวมาเป็นกุนซือให้กับนิวคาสเซิ่ล ทีมรักของเค้า และเพียงแค่แปดเกมเท่านั้นที่เค้าลองดีกับการเป็นกุนซือ ด้วยสถิตชนะเพียงนัดเดียวและพาทีมรักตกชั้น กลายเป็นตราบาปของเค้าจนทุกวันนี้ และไม่กล้ารับงานกุนซือที่ไหนอีกเลย

แกรี่ เนวิลล์ อดีตสุดยอดกองหลังของแมนยู ที่ตอนแรกเป็นคอมเมนเตเตอร์อยู่ดีๆ ก็ดีอยู่แล้ว อยากลองมาจับงานกุนซือแบบเพื่อนๆกันบ้าง ก็เลยผันตัวไปเป็นกุนซือบาเลนเซีย แต่สุดท้ายแทนที่จะสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง แต่ก็กลายเป็นโบว์ดำ ด้วยการคุมทีมเพียงสามเดือน และทำสถิติแพ้บาร์ซ่า ถึงเจ็ดประตูต่อศูนย์

พอล สโคล อดีตกองกลางเชิงสูง ระดับโลก ที่ประสบความสำเร็จมากมายไม่ต่างกับเนวิลล์  ที่หันมาลองดีคุมสโมสรโอลด์แฮม ซึ่งอันนี้รู้ตัวเองก่อนที่จะโดนไล่ออก เพราะคุมทีมไปแค่หนึ่งเดือน ก็ขอลาออกจากการเป็นกุนซือ โดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะกับตัวเค้า พร้อมฝากสถิติคุมทีมเจ็ดนัดและชนะแค่นัดเดียว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1