เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

ใครจะเชื่อว่านักฟุตบอลที่เป็นระดับตำนานของสโมสร และเป็นกัปตันทีมชาติ รวมไปถึงเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีมฟุตบอลทุกคน และยังมีเมียเป็นตัวเป็นต้น จะแอบไปตีท้ายครัว กับอดีตเพื่อนร่วมทีมสโมสรเชลซี และเพื่อนร่วมทีมชาติ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงคนนั้นก็มีลูกและแต่งงานอยู่กินกับเพื่อนเค้าแล้วด้วย ซึ่งนี่คือเรื่องราวของชายทื่ชื่อว่า จอนห์ เทอรี่ กัปตันสโมสรเชลซีในยุครุ่งเรือง

ที่เคยร่วมเล่นกับเพื่อนร่วมทีมแบ๊กซ้ายของสโมสรเชลซี และทีมชาติอังกฤษ ก่อนที่จะ เวนย์ บริดจ์ นักเตะคนนี้จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรแมนซิตี้ คู่ปรับในลีก ซึ่งหนังสือพิมพ์และสื่อชื่อดังของอังกฤษได้ออกมาแฉ พฤติกรรมของ กัปตันทีมชาติอังกฤษคนนี้ ซึ่งได้กลายเป็นจำเลยสังคมในชั่วข้ามคืน กับการที่เข้าแอบไปมีสัมพันธ์ชู้สาวกับภรรยาของเพื่อนร่วมทีม

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้แบ๊กซ้ายอดีตเพื่อนร่วมทีมถึงกับหน้าชา และพูดไม่ออก และไม่เชื่อว่าภรรยาของเค้าจะทำกับเค้าได้อย่างนี้ ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องนี้ ทำให้แบ๊กซ้ายทีมชาติอังกฤษ ไม่สามารถควบคุมจิตใจและสามารถเล่นฟุตบอลต่อได้ ซึ่งภายในระยะเวลาสองปีนั้น นักเตะคนนี้สามารถทำใจและลงเล่นฟุตบอลได้เพียงแค่สามนัด

ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อนเค้าสามารถลงสนามในระยะเวลานี้ให้กับสโมสรไปแล้วถึงห้าสิบนัด โดยเรื่องนี้หลายๆคนต่างมองว่า มันส่งผลกระทบจิตใจต่อนักเตะคนนี้อย่างรุนแรง ซึ่งจุดเปลี่ยนนั้นที่ทำให้นักเตะคนนี้กลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้งคือนัดประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองคนนี้ต้องมาลงแข่งกันเอง

และในวันนั้น เพื่อนร่วมทีมแมนซิตี้ ทุกคนพร้อมกันอยู่เคียงข้างเวนย์ บริดจ์ วิ่งไล่บอลอย่างหมาบ้า และพร้อมที่จะตอดเล็กตอดน้อยใส่ จอนห์ เทอรี่ ซึ่งนักเตะในทีมแมนซิตี้ทุกคน รู้สึกว่า เวนย์ บริดจ์ ไม่ควรต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ในวันนั้น แมนซิตี้ ไล่ถล่มเชลซียับคาบ้าน และเมื่อจบฤดูกาลนั้น ฟุตบอลโลกปี 2010 ก็มาถึง

ความลำบากใจของสมาคมฟุตบอลอังกฤษก็มีความเป็นกังวลว่า แคมป์ทีมชาติบรรยากาศจะเป็นยังไง แต่สุดท้าย เวนย์ บริดจ์ ก็แสดงความกล้าหาญด้วยการประกาศอำลาทีมชาติ ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากเล่นกับนักเตะที่ทำเลวกับเค้าได้ ก่อนที่เค้าก็เริ่มดำเนินเส้นทางชีวิตต่อในนักฟุตบอล และมีชีวิตครอบครัวใหม่ โดยที่ไม่หันกลับไปหาภรรยาเก่าของเค้าอีกเลย

แต่เค้าก็ยังคงรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูของบุตรชายของเค้าจนกว่าลูกของเค้าจะอายุครบสิบแปด ซึ่งก็ต้องยอมรับในความหนักแน่นของชายผู้นี้จริงๆ

 

สนับสนุนโดย  9luck

ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน

นับตั้งแต่ฟุตบอลอังกฤษเริ่มมีขึ้นมานั้น มหาอำนาจลูกหนังอย่างสโมสรลิเวอร์พูลได้ก้าวขึ้นมาครองยุคความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ปี 1970 -1990 แต่หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนชื่อการแข่งขันจากดิวิชั่นหนึ่ง เป็นพรีเมียร์ลีก

จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบสามสิบปีแล้ว ที่ทีมดังยักษ์ใหญ่อย่าง สโมสรลิเวอร์พูล หรือหงส์แดง ที่แฟนบอลไทยของเรารู้จักกันนั้น ยังไม่เคยมีโอกาสได้ชูถ้วยแชมป์ใบนี้เหมือนกับทีมอื่นๆ สักที ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นทำได้เพียงก็แค่รองแชมป์ สองถึงสามครั้งเท่านั้น นอกนั้นก็จะวนเวียนอยู่ที่อันดับสองถึงอันดับห้า

ซึ่งหากมองถึงชื่อเสียงของสโมสรและศักยภาพของนักเตะนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องแปลกพอสมควรที่สโมสรแห่งนี้ ยังไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสถ้วยแชมป์ใบนี้ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใช่ว่าสโมสร

ลิเวอร์พูล จะไม่ได้ประสบความสำเร็จ เพราะในทางกลับกันนั้นพวกเค้าก็ยังคงคว้าแชมป์ได้อยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ในแชมป์ที่พวกเค้าได้นั้น ไม่เคยมีแชมป์พรีเมียร์ชิพเลย ทีมดังจากย่านเมอร์ซี่ไซด์ แห่งนี้ กวาดมาครบแล้วทุกถ้วยรางวัล

แต่มันเหมือนเป็นอาถรรพ์ หรือมนต์ต้องคำสาปที่ทำให้พลพรรคหงส์แดงนี้ ทำให้สาวกเดอะคอปของพวกเค้ารู้สึกว่ามันยังไปไม่ถึงเส้นทางที่สุดสุดสักที ไม่ว่าแต่ละปีเค้าจะมีนักเตะที่เก่งๆ เข้ามาสู่สโมสรมากมายไม่ว่าจะเป็น ร๊อบบี้ ฟาว์เลอร สตีฟ แมคมานามาน 

เจมี่ เร็ดแนป ไมเคิ่ลโอเว่น และสตีเว่น เจอร์ราด์ ซึ่งนักเตะเหล่านี้ล้วนมีความสามารถเฉพาะตัวที่ต้องบอกว่าคือกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษในแต่ละยุคเลยก็ว่าได้ ซึ่งยุคที่สโมสรนั้นใกล้เคียงที่สุดกับคำว่าเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพนั้นคงต้องยกให้เป็นยุคที่ เจอร์ราดด์ ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมและผู้นำอย่างแท้จริง

ประกอบกับเริ่มมีนักเตะต่างชาติเข้ามาร่วมทีมไม่ว่าจะเป็น ตอร์เรส หรือ หลุยส์ ซัวเรซ ซึ่งก็สามารถผลักดันให้พวกเค้าไปได้ไกลถึงแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก แต่ก็ยังไม่สำเร็จกับถ้วยพรีเมียร์ลีกสัก จนล่าสุดวันที่พวกเค้ารอคอยใกล้จะมาถึง เหลืออีกไม่ถึงสามเดือน สามสิบปีที่รอคอยของพลพรรคหงส์แดง และกองเชียร์ทั่วโลกจะได้เฮกันดังๆสักที ใกล้จะมาถึง

แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าความฝันของพวกเค้ายังต้องรอต่อไปอีกหรือไม่ เพราะคู่ต่อสู้ของพวกเค้าในปีนี้ไม่ใช่สโมสรแมนซิตี้ สโมสรแมนยู สโมสรเชลซี หรือสโมสรเสปอร์และสโมสรอาร์เซนอล แต่ศัตรูของพวกเค้าปีนี้คือ สโมสรไข้ไวรัสโควิด 19

นักเตะที่ตัดสินใจย้ายมาผิดสโมสร

มีนักเตะมากมายที่ต้องการย้ายสโมสรเพื่อความสำเร็จในอนาคต แต่ก็มีนักเตะบางคนที่ย้ายไปแล้วผิดหวัง เพราะทุกสิ่งอย่างไม่เป็นไปตามดังหวัง ซึ่งมีใครบ้างนั้นเรามาลองดูกัน

คนแรกคือ อังเดร เชฟเชนโก้ สุดยอดดาวยิง ที่ถือว่าตอนอยู่เอซีมิลานนั้น เค้าคือดาวยิงที่เปี่ยมไปด้วยพิษสง และเหมือนเป็นเทพเจ้าของแฟนบอลเอซีมิลานเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อเค้าตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งที่เกาะอังกฤษ เพื่อหาความสำเร็จใหม่ๆ นั้น กับสโมสรในกรุงลอนดอนอย่างเชลซี สิ่งที่ไม่เป็นดังหวังก็คือ เค้าไม่ใช่ เชว่า คนเดิม คนที่เคยสร้างพลังการถล่มประตูในรูปแบบเครื่องจักรได้เหมือนตอนที่ทำการปีศาจแดงดำเอซีมิลาน

คนที่สองคือ ฮวนบาสเตียน เวรอน อดีตจอมทัพ อาร์เจนติน่า ที่โด่งดังในอิตาลี ไล่ตั้งแต่ ซามโดเรีย และลาซิโอ ซึ่ง เวรอน สร้างผลงานอันลือลั่น โด่งดังเป็นพลุแตกในศึกกัลโช่ซีเรียอาของประเทศอิตาลี ก่อนที่จะทำให้ป๋าเฟอร์กี้ ยอมทุ่มทุนซื้อตัวมาที่รังผีแดง พร้อมกับยอมปรับระบบการเล่นใหม่เพื่อรองรับการมาของนักเตะคนนี้ โดยมีการเซ็นสัญญากันถึงห้าปี แต่สุดท้าย เล่นได้แค่สองปี ป๋า ก็ทนไม่ไหว ต้องปล่อยขายไปให้กับสโมสรเชลซี ซึ่งก็อีกนั่นแหละว่าสุดท้ายก็ไปไม่รอด

คนที่สาม แอชลีย์ โคล ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นแบ๊กซ้ายที่ดีที่สุดของอังกฤษแถมยังเมียสวยด้วย ประสบความสำเร็จมากมายในเกาะอังกฤษ กับทีมอาร์เซนอล ก่อนที่จะถูกกระชากตัวมาร่วมทีมกับเชลซี อยู่กันนานจนถึงแปดปี ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ก่อนที่อยากจะไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ประเทศอิตาลี สุดท้ายก็ไปดับ ตกเป็นตัวสำรองอย่างถาวรที่สโมสรโรม่า ก่อนที่จะถูกยกเลิกสัญญาในที่สุด

คนสุดท้าย อเล็ก ซานเดอร์เคล็บ ที่โด่งดังสุดๆ กับสโมสรอาร์เซนอล ที่เล่นเหมือนกับเป็นจอมทัพของสโมสร และแฟนบอลปืนใหญ่ทุกคนก็รักในตัวเค้ามาก แต่เล่นไปได้แค่สองปี ตัวเค้าก็เริ่มงอแง อยากย้ายไปสู่อ้อมกอดของทีมบิ๊กในยุโรป ซึ่งฝันของเค้าก็เป็นจริง เพราะทีมนั้นคือเจ้าบุญทุ่มอย่างบาร์เซโลน่า แต่ความฝันก็ไม่ได้สวยหรูแต่อย่างใด เพราะการย้ายไปที่สเปนของเค้านั้นคือการที่ชื่อเสียงในวงการฟุตบอล เริ่มเลือนหายไป เพราะตลอดสี่ฤดูกาลที่สเปน เค้าได้ลงเล่นเพียงแค่ สิบเก้านัดเท่านั้น ซึ่งภายหลังตัวเค้าเองก็ออกมายอมรับว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเค้าจริงๆ

ประธานสโมสรฟุตบอลพาเลซประกาศจ่ายค่าจ้างเป็นเดือน

ประธานสโมสรฟุตบอลพาเลซประกาศจ่ายค่าจ้างเป็นเดือนพนักงานไม่ได้ทำงานก็ตาม

        จากกรณีที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าออกไปทั่วโลกนอกจากประชากรทั่วทั้งโลกจะพบปัญหาการเสี่ยงที่ตัวเองจะต้องติดเชื้อไวรัสซึ่งอาจจะมีผลทำให้ระบบภายในร่างกายเสียหายและอาจจะเสียชีวิตได้แล้วยังสามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโรคได้อีกด้วยซึ่งหลายบริษัทที่ต้องหยุดการจ้างงานพนักงานไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าอย่างเช่นประเทศไทยเองที่เราจะได้เห็นว่าเมื่อรัฐบาลมีการประกาศให้ปิดสถานประกอบการสถานบันเทิงต่างๆ

พนักงานที่เคยทำงานอยู่ในร้านอาหารหรือว่าสถานบันเทิงแห่งนั้นก็จะต้องหยุดงานและเมื่อพวกเขาไม่ได้ทำงานก็จะไม่ได้รับค่าจ้างซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของพนักงานเหล่านั้นเป็นอย่างมากในขณะที่บริษัทประเทศไทยกำลังพบปัญหาว่าพนักงานทำงานไม่ได้เต็มเดือนซึ่งอาจจะต้องมีการแบ่งการจ่ายเงินตามการทำงานของวันจริงๆนั้นกลับพบว่ามีประธานสโมสรฟุตบอลของสโมสรพาเลทได้ออกมาประกาศจุดยืนเพื่อช่วยเหลือพนักงานของตนเองในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า

ว่าทางสโมสรจะยังคงจ่ายเงินเดือนของพนักงานทุกคนเต็มเดือนแม้ว่าจะเป็นในช่วงที่นักฟุตบอลของสโมสรไม่ได้ลงแข่งเลยก็ตามเนื่องจากว่าสโมสรฟุตบอลพาเลซถึงค่าใช้จ่ายที่พนักงานทุกคนก็จำเป็นรั้วที่จะต้องมีการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของตนเองในทุกๆเดือนดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการเลื่อนการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกหรือแม้แต่อื่นๆก็ตามทางสโมสรจะยังคงยืนยันที่จะจ่ายเงินเดือนให้กับ Staff ทุกคนตามปกติเพราะว่าการเล่นการแข่งขันนี้ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของตัว Staff เลยแต่เกิดจากสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทั่วโลกไม่สามารถแก้ไขได้

       จากข่าวที่ได้เห็นการช่วยเหลือพนักงานของตนเองของสโมสรฟุตบอลพาเลททำให้รู้สึกว่าทำไมประเทศไทยของเราถึงไม่มีประธานบริษัทที่ใจดีแบบนี้บ้างที่พร้อมจะช่วยเหลือลูกน้องของตนเองยามที่มีปัญหาถึงแม้เราอยากจะให้เจ้าของกิจการต่างๆจ่ายเงินให้กับลูกน้องเต็มจำนวนก็ตามแต่สำหรับประเทศไทยแล้วคงจะเป็นไปได้ยากเพราะตอนนี้ถึงแม้เป็นเจ้าของกิจการเอง มีเงินจะมาใช้จ่ายให้กับครอบครัวของตนเองเลยดังจะเห็นได้จากเศรษฐกิจของประเทศไทย

ตอนนี้ที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ล้วนมีแต่หนี้สินและบางรายก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขหนี้สินของตนเองนี้ได้ถึงขนาดที่ต้องจบชีวิตของตนเองลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจที่มันไม่ดีขึ้นดังนั้นเราก็คงได้แต่อิจฉาพนักงานของสโมสรฟุตบอลพาเลสกันต่อไป แล้วหวังว่าสักวันเศรษฐกิจไทยจะต้องดีขึ้นแน่นอนแล้วเมื่อวันนั้นมาถึงประชาชนคนไทยคงจะสามารถลืมตาอ้าปากได้ไม่ต้องทุกข์ยากแรงแค้นอย่างเช่นปัจจุบัน

เผยสถิติสุดแย่’โรนัลโด้’ซัดฟรีคิกไม่เข้าสักลูกให้ยูเวนตุส

เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ลิโอเนล เมสซี่ อาจมีค่ำคืนที่ไม่น่าจดจำในนัดที่ บาร์เซโลน่า เสมอกับ นาโปลี 1-1 แต่ทว่า 24 ชั่วโมงต่อมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็มีค่ำคืนที่น่าผิดหวังไม่ต่างกัน เนื่องจาก ยูเวนตุส ออกไปพ่ายให้กับ โอลิมปิก ลียง 1-0 

ในความเป็นจริงมันอาจจะแย่กว่าเดิมเพราะว่า ยูเวนตุส อาจจะตกรอบจากการแข่งขันได้เช่นกัน ทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ หาโอกาสยิงตรงกรอบไม่ได้เลยสักครั้ง ในขณะที่ โรนัลโด้ ก็ไม่สามารถเพิ่มสถิติอันน่าทึ่งของเขาในรอบน็อคเอาท์ศึกแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยเช่นกัน

ตำนานของหัวหอกชาวโปรตุกีสยิงได้ถึง 65 ประตูจากการลงเล่นในรอบน็อคเอาต์ 79 แมตช์ นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้พยายาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาพยายามหนักมาก ๆ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรกโรนัลโด้ได้โอกาสยิงฟรีคิกจากระยะ 30 หลา แต่มันเป็นการยิงที่ย่ำแย่เมื่อเขาดันเตะไปชนกำแพงเข้าอย่างจัง

นั่นคือฟรีคิกครั้งที่ 38 ของโรนัลโด้แล้วที่ไม่สามารถเปลี่ยนให้มันเป็นประตูแก่ยูเวนตุส จากความพยายามทั้ง 38 ครั้งของเขา เป็นการยิงชนกำแพง 24 ครั้ง ถูกเซฟอีก 11 ครั้ง ยิงหลุดกรอบ 2 ครั้ง และอีก 1 ครั้งเป็นการยิงชนคาน แต่ทั้งหมดแล้วไม่สามารถซุกก้นตาข่ายได้เลยสักครั้ง

นั่นหมายความมันเป็นเวลามากกว่า 2 ปีแล้วที่เขายิงประตูจากฟรีคิกไม่ได้ ในความเป็นจริงเขายิงฟรีคิกเข้าตาข่ายไม่ได้มานับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2017 แล้วในช่วงเวลาที่เขาค้าแข้งกับ เรอัล มาดริด บางทีมันถึงเวลาที่เขาต้องเลี่ยงให้กับ มิราเลม เปียนิช แล้ว

ถ้าตัดเรื่องการยิงฟรีคิกแล้ว โรนัลโด้ มีผลงานที่ยอดเยี่ยมกับยูเวนตุสในฤดูกาลนี้ เขาทำได้ 21 ประตูจากการลงสนาม 21 นัดในศึกกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งรวมถึง 16 ประตูจาก 11 นัดหลังสุด

การล้มเหลวในการทำประตูอเวย์โกล์อาจเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังของยูเวนตุส แต่คุณคงอาจจะได้เห็นผลงานระดับมาสเตอร์คลาสในเลกสองของโรนัลโด้แล้วช่วยพาทัพม้าลายเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศก็เป็นไปได้

พรีเมียร์ลีกที่ยกเลิก และปัญหาที่ถกเถียง

หลังจากโลกวงการฟุตบอลถูกภาวะโรคโควิด 19 เล่นงาน จนทำให้สมาคมฟุตบอลประกาศเลื่อนการแข่งขันออกไป ในทุกๆ ชาติและจะกลับมาเตะกันอีกครั้งในวันที่ 3 เมษายน นี้ ซึ่งพรีเมียร์ลีกของอังกฤษก็เป็นหนึ่งในลีกที่ถูกเลื่อนไปด้วย จึงเป็นที่มาของการประชุมตัวแทนของแต่ละสโมสรล่าสุดว่ามีการแบ่งขั้วออกเป็นสองขั้วว่า ขั้วแรกหลายๆทีมยังเชื่อว่าการแข่งขันฟุตบอลในลีกอังกฤษนั้นจะสามารถกลับมาแข่งขันกันต่อได้ทัน

แต่อีกขั้วก็มีความเชื่อว่าการแข่งขันจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ทันในช่วงเวลาที่มีการเดดไลน์กันไว้ แต่สิ่งที่แต่ละสโมสรกังวลกันมากที่สุดและเห็นพ้องต่อด้วยกันนั้นและเหมือนกันคือ เรื่องของการเงินแต่ละสโมสร โดยแต่ละสโมสรไม่ได้สนใจว่าลีกจะจบแบบไหนไปเท่ากับการเงินของสโมสร มากกว่าการเงินของพวกเค้า เพราะการเลื่อนแข่งขันออกไปนั้น พวกเค้าต้องสูญเสียรายได้มหาศาล ทั้งในเรื่องของสปอนเซอร์ และลิขสิทธิ์การถ่ายทอดรวมไปถึงการขายบัตรเข้าชม ซึ่งการสรุปล่าสุดของวงการฟุตบอลอังกฤษนั้น หากการแข่งขันไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้นั้น มีทางเลือกอยู่สามอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น ซึ่งต้องรอดูว่าจะออกมาในรูปแบบนั้น

ทางเลือกแรก ให้ตัดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกจบทันทีที่ 29 นัด (ปัจจุบัน) และลิเวอร์พูลได้แชมป์ทันที่ และจะไม่มีทีมตกชั้น แต่จะมีทีมจากแชมป์เปี้ยนชิพ เลื่อนขึ้นมาสองทีม ซึ่งหมายความว่า ฤดูกาลหน้าจะมีทั้งหมด 22 ทีม

ทางเลือกสอง ให้ยกเลิกการแข่งขันฤดูกาลนี้ทันที โดยถือว่าเป็นโมฆะ และปีหน้าก็จะเริ่มต้นใหม่ทันที แต่สื่อส่วนใหญ่มองว่าทางเลือกนี้มีโอกาสเป็นไปได้ยาก เพราะหากเป็นทางเลือกนี้จะมีผลกระทบต่อโควต้าหลายๆทีมที่ต้องใช้ในการแข่งขันฟุตบอลยุโรปปีหน้า

ทางเลือกที่สาม ให้ตัดจบทันที และใครอยู่อันดับไหน ก็ให้ยึดตามนั้น ซึ่งก็จะมีทีมทั้งได้แชมป์ และตกชั้นทันที

ซึ่งจากสามทางเลือกนี้ สื่อต่างประเทศวิเคราะห์กันว่า ไม่ว่าทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษจะเลือกทางเลือกไหน ย่อมต้องผลกระทบตามมาอย่างแน่นอนว่า ทางเลือกในแต่ละทางนั้น ย่อมมีทีมที่ได้ผลประโยชน์ และเสียผลประโยชน์อย่างแน่นอน ซึ่งทีมที่เสียผลประโยชน์ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป อาจจะไม่เท่ากับทีมที่ต้องตกชั้นทันที ซึ่งมันหมายถึงรายได้มหาศาลอย่างชัดเจน ซึ่งพวกเราในฐานะแฟนบอล ก็ต่างภาวนา ให้ฟุตบอลทั่วโลกนั้นกลับมาเตะกันได้ทันวันที่ 3 เมษายน ที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ด้วยเถอะ เพื่อจะได้ตัดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา ไม่เฉพาะลีกของอังกฤษ แต่มันกระทบถึงลีกทั่วโลกเลยทีเดียว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame

ทีมตกชั้นของพรีเมียร์ลีก

ใกล้จบฤดูกาลกันเข้าไปทุกที กับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่กำลังจะปิดฉากลงเข้าไปทุกที ซึ่งก็พอจะมองเห็นภาพลางๆ แล้วว่า จะมีทีมไหนที่ส่อแววว่าจะตกชั้น กลับไปเริ่มนับหนึ่งไปกับลีกแชมป์เปี้ยนชิพ เราลองมาไล่ดูกันในแต่ละทีมกันเลย

นอริชซิตี้ น้องใหม่จากศึกแชมป์เปี้ยนชิพ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาได้แค่ฤดูกาลเดียว แต่ตอนนี้เหมือนจะต้องตีตั๋วกลับไปค่อนข้างเกือบ 75% แล้ว ทั้งๆที่ตอนเริ่มฤดูกาลก็ทำได้ดี แต่พอเล่นไปเล่นมา เริ่มออกทะเล แพ้ติดๆ กันหลายนัด ไม่อาจต้านทานทีมอื่นๆ ได้

แอสตันวิลล่า ทีมนี้ก็เป็นอีกทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาพร้อมกับทีมนอริช ดูทรงสไตล์การเล่นแล้วค่อนข้างแย่กว่านอริชซิตี้ ซึ่งจะดีกว่าตรงทีเสียประตูค่อนข้างยาก แต่ที่สำคัญก็ยิงประตูเค้าได้ยากเหมือนกัน ดูแนวโน้มแล้วก็น่าจะเป็นอีกทีมที่กอดคอกับนอริชลงไปเริ่มต้นนับหนีงกันใหม่ในลีกแชมป์เปี้ยนชิพ

ส่วนทีมที่สามนั้น ตอนนี้เดากันค่อนข้างยาก เพราะอันดับ 18 ซึ่งเป็นอันดับที่จะต้องถูกหนีบตกชั้นตามอันดับที่สิบเก้า และยี่สิบลงไปด้วยนั้น มีแต้มสูสีกันเหลือเกิน เรียกว่าผลัดกันจองพื้นที่กันในแต่ละสัปดาห์เลยก็ว่าได้ ซึ่งแตกต่างกันสองทีมแรกที่จองตำแหน่งอันดับที่สิบเก้า และยี่สิบมาค่อนข้างนานแล้ว และอันดับสิบแปดที่มีแต้มเท่ากันนั้นมีอยู่ด้วยกันถึงสามทีม

ประกอบไปด้วย ทีมบอนด์มัธ ทีมวัตฟอร์ต และทีมเวสแฮมต์ ซึ่งหากว่ากันตามเนื้อผ้าจริงๆแล้วนั้น ลองมาดูกันว่าทั้งสามทีมนี้มีทีมไหนที่มีโอกาสตกชั้นเป็นทีมที่สามมากที่สุด

บอนด์มัธ ทีมของเอ็ดดี้ ฮาว ต้องบอกว่าทีมนี้สามารถยืนหยัดอยู่ในลีกสูงสุดได้ถึง ห้าปีแล้ว แต่ปีนี้ ผลงานของทีมไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิมจากจุดเด่นที่เล่นในบ้านได้ดี เริ่มไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม ประกอบกับขุมกำลังที่ไม่ได้มีการเสริมสร้างทีมเลยแม้แต่น้อย จึงอาจทำให้เค้ามีโอกาสที่ต้องกลับไปสร้างทีมที่แชมป์เปี้ยนชิพอีกครั้ง โอกาสตกชั้น 65%

วัตฟอร์ต ทีมที่ทำได้ถึงขนาดเป็นรองแชมป์เอฟเอคัพเมื่อฤดกาลที่แล้ว แต่พอมาปีนี้ช่วงครึ่งฤดูกาลฟอร์มค่อนข้างแย่มาก เคยเลวร้ายสุดดิ่งไปจมบ๊วยของลีก เพิ่งจะเริ่มมาคืนฟอร์มได้ระยะหลังๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทันพอที่จะทำให้ทีมได้อยู่แล้วต่อไปอีกมั้ยในฤดูกาลนั้น โอกาสตกชั้น 60%

เวสต์แฮม หากทีมนี้ตกคงสร้างความเสียใจให้กับแฟนบอลหลายๆ คน เพราะถือว่าทีมมีขุมกำลังและตัวผู้เล่นที่ดีกว่าอีกสองทีม แต่เชื่อว่าด้วยความสามารถของกุนซือ อย่างเดวิด มอยส์ คิดว่าเวสต์แฮมคงไม่ตกชั้น โอกาสตกชั้น 50%

 

ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

เหตุผลที่นักฟุตบอลไปเล่นที่อเมริกา

โดยส่วนใหญ่อาชีพนักฟุตบอลนั้น จะเริ่มค้าแข้งกันก็ตั้งแต่อายุ 17 จนไปแขวนสตั๊ดกันช่วงอายุ 34 ถึง 35 โดยประมาณ เพราะด้วยวัยและสังขารมันไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก หากต่อให้เค้าคนนั้นยังคงฟิตเปรี๊ยะ วิ่งได้เก้าสิบนาทีเต็มก็ตาม แต่หากเมื่อใดที่ร่างกายได้รับอาการบาดเจ็บนั้นจะทำให้นักฟุตบอลที่มีอายุค่อนข้างเยอะหายจากอาการบาดเจ็บค่อนข้างยาก และในวัยที่ถือว่าเป็นช่วงพีคที่สุดของอาชีพการค้าแข้งของนักฟุตบอลนั้น

ก็จะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่อายุ 27 จนถึง 31 ที่ถือว่าฟอร์มและประสบการณ์ที่สั่งสมมานั้นกำลังเข้าที่กันเลยทีเดียว แต่พอเลยวัยอายุ 31 แล้วนั้น ก็เริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของอาชีพนักเตะ ซึ่งสโมสรส่วนใหญ่ก็เริ่มที่จะดูสถานการณ์นักเตะเป็นระยะว่าควรจะต่อสัญญาให้อีกมั้ย หรือควรจะปล่อยให้กับสโมสรอื่นไปกันดี ส่วนตัวนักเตะเองก็รู้อยู่แล้วว่าเมื่ออายุเข้าเลข 31 ตัวเค้าเองนั้นอาจจะต้องขยับไปเล่นในลีกที่ค่อนข้างง่ายกว่าอย่างพวกเอเชีย การ์ตาร์ หรือแม้กระอเมริกา

ซึ่งหากพูดนักเตะในฝั่งยุโรปส่วนใหญ่นั้น

ก็มักจะเลือกไปเล่นที่ทวีปอเมริกากันซะเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเม็ดเงินที่มหาศาล หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตของตัวเค้าเองและครอบครัวที่ดูเหมือนจะปรับได้ง่ายกว่าการไปใช้ชีวิตในแถบตะวันออกกลางหรือในแถบเอเชีย ซึ่งเป้าหมายส่วนใหญ่ของนักเตะพวกนี้ที่ใกล้จะปลดระวางตัวเอง แต่ด้วยความที่มีชื่อเสียงอยู่ก็ยังคงขายได้ และสโมสรเหล่านั้นก็ยังคงมองการตลาดที่จะเรียกเงินจากแฟนบอลของพวกเค้าได้ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเสื้อของนักเตะเหล่านั้น

หรือมูลค่าการดึงดูดของแฟนบอลที่จะรับชมในสนามและทางทีวี ซึ่งลีกในอเมริกานั้น เรียกว่าเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ซึ่งถึงว่าเป็นลีกที่ใหญ่พอสมควร เพราะด้วยประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้มีสโมสรมากมายเกือบ 40 ทีมในลีกสูงสุด จนถึงขนาดต้องแบ่งกันเป็นสายฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพราะประเทศใหญ่มากถึงขนาดไม่สามารถเดินทางข้ามกันไปมาเพื่อทำการแข่งขันกันทุกอาทิตย์ได้ และด้วยเป็นประเทศที่ถือว่าเป็นมหาอำนาจที่มีเม็ดเงินมหาศาลตลอดจนไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ที่ถือว่าเป็นทุกสิ่งที่นักฟุตบอลเหล่านี้จะหาได้

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากมายต่างพากันหลั่งไหลไปโกยเม็ดเงินดอลล่าร์ จากเมเจอร์ซอคเกอร์ลีก ในอเมริกา และมาตรฐานการเล่นในอเมริกานั้น ก็ยังไม่ถือว่าเทียบเท่ากับลีกในยุโรปเท่าไหร่ จึงทำให้นักเตะเหล่านี้ที่ใกล้จะหมดระวาง สามารถยืนระยะและเล่นในอเมริกาได้อย่างสบาย

 

สนับสนุนโดย  nowbet

นักเตะที่ย้ายทีมแล้วล้มเหลวไม่เป็นท่า

หลายๆ ครั้งที่ทีมสโมสรฟุตบอลเริ่มมีการจับจ่ายซื้อตัวนักเตะใหม่เข้ามาร่วมทีมนั้น นั่นหมายความว่า ทีมเหล่านั้นเค้าตั้งมาตรฐานและความหวังไว้สูงกับนักเตะเหล่านี้

เพราะด้วยเม็ดเงินที่มหาศาลที่ทุ่มทุนลงไป ไม่ว่าจะเป็นค่าตัวนักเตะที่นับวันนับวันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ หรือจะค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์ที่บางสัปดาห์ก็ได้เล่นบางสัปดาห์ก็ไม่ได้เล่น ที่เรียกเอากันว่า แค่หายใจกันต่อนาทีก็มีมูลค่ามากมายมหาศาล หรือ ค่าฉีกสัญญาที่ระยะหลังๆ นั้น ทีมสโมสรแต่ละทีมที่ถือครอบครองกรรมสิทธิ์ของนักเตะเหล่านั้นอยู่ได้ทำไว้

นับตั้งแต่ซื้อมาร่วมทีมใหม่ๆ เพื่อกันท่าไว้สำหรับทีมอื่นที่หวังจะใช้เม็ดเงินก้อนโต ดูดนักเตะของทีมพวกเค้าออกจากสโมสรไป แต่หลายๆ ครั้งที่มีทีมที่ยอมลงทุนทำเช่น แต่สุดท้ายแล้ว ก็เหมือนเอาเงินไปทิ้งลงแม่น้ำ แม้แต่ทีมยักษ์ใหญ่อย่างเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่า ก็เคยทำผิดพลาดมาแล้ว อย่างกรณีล่าสุด ของอองตวน กรีซมันน์ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแชมป์โลกล่าสุด เพราะนับตั้งแต่ บาร์เซโลน่า ต้องเสีย เนย์มาร์ ให้กับทีมปารีส ในฝรั่งเศสไปนั้น

บาร์เซโลน่าก็ความหานักเตะที่มาทดแทน เพื่อเล่นร่วมกันกับ ลีโอเนล เมสซี่

นักเตะอัจฉริยะชาวอาร์เจนติน่า และหลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกฟันกระต่ายจากทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งไม่ว่าจะกี่คนหรือกี่คนที่ย้ายมาร่วมทีมนั้น ก็ไม่สามารถที่จะทดแทนการเล่นของเนย์มาร์ได้ จนล่าสุด นักเตะที่พวกเค้ารอคอยและตามจีบมาตั้งแต่สมัยที่เนย์มาร์ ยังไม่ย้ายออกไป ก็ได้มีโอกาสย้ายข้ามฟากมายังแอตมาดริด ที่คู่แข่งในลาลีก้า ของพวกเค้า

และด้วยฟอร์มที่เจิดจรัสต่อเนื่องมาเกือบ 5 ปี ในทีมตราหมี นี่คือนักเตะที่พวกเค้าหวังว่า จะมาทดแทน เนย์มาร์ได้เป็นอย่างดี แต่แล้วเมื่อ กรีซมันน์ ได้ย้ายมาร่วมทีมจริงๆ แล้วนั้น สิ่งที่เหล่าสาวกคัมป์นูคาดหวังนั้น กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิดเพราะ กรีซมันน์ ไม่สามารถโชว์ฝีเท้าเหมือนที่เล่นให้กับทีมตราหมี หรือทีมชาติฝรั่งเศสเลยแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่ย้ายมาในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลปีนี้ จนใกล้จะปิดฉากการค้าแข้งแล้วนั้น นักเตะฝรั่งเศส

คนนี้ยิงประตูรวมกันไม่ถึง สิบประตูด้วยซ้ำ จนมีข่าวว่า บาร์ซ่า เริ่มที่จะหาตัวแทนของเค้า และหวังที่จะขายเค้าออกไปในซัมเมอร์นี้แล้วด้วยซ้ำ เพราะจะได้เอาเงินมาซื้อนักเตะใหม่ ซึ่งนักเตะที่อยุ่ในข่ายของทีมต่างดาวนั้น ก็คือ เพื่อนร่วมชาติฝรั่งเศสของเค้านั่นเอง คีแรน เอมปั้ปเป ดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแชมป์โลกปัจจุบันที่ปัจจุบันเล่นอยู่ในปารีส กับเนย์มาร์

 

ให้การสนับสนุนเรื่องราวดีๆเหล่านี้โดย  BK8

แชมป์ไร้พ่าย 

การที่ทีมฟุตบอลใดสักทีมหนึ่งไม่ว่าจะลีกไหน จะอังกฤษ อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส สก๊อตแลนด์ โปรตุเกส หรือแม้แต่เนเธอร์แลนด์ คว้าแชมป์ลีกมาได้นั้น ย่อมเป็นการบ่งบอกถึงความสำเร็จว่า ทีมข้านี่แหละแชมป์ตัวจริง 

แต่ถ้าปีไหนเกิด หรือลีกการแข่งขันไหน

เกิดมีทีมโกยแต้มนำโด่งทิ้งคู่แข่งอันดับสองอย่างไม่เห็นฝุ่น แล้วมีการคว้าแชมป์ตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาลหลายนัด ทีมนั้นต้องถูกยกให้เป็นทีมที่เก่งกาจ ยากที่คู่ต่อสู้ในลีกจะต้านทาน ซึ่งต้องบอกในลีกอังกฤษเองนั้นที่ว่าแน่ๆ เพราะเต็มไปด้วยทีมที่มีฝีเท้าไม่ธรรมดา ใกล้เคียงกันนั้น ก็ยังมีทีมที่โกยแต้มทิ้งห่างคู่ต่อสู้คว้าแชมป์มาครอบแล้ว

แต่หากถ้ายังมีทีมที่คว้าแชมป์ลีกได้ และมีฟอร์มการแข่งที่น่าประใจ และที่สำคัญไม่แพ้ใครเลยตลอด 38 นัดนั้น นั่นคือสุดยอดของทีมในยุคนั้น ซึ่งหากถามว่ามีทีมใดบ้างในเกาะอังกฤษศึกเวทีพรีเมียร์ลีกนั้น ก็มีแค่ทีมเดียวคือ ปืนใหญ่อาร์เซนอล ในยุคไร้พ่าย ที่มีกุนซืออย่าง อาแซน เวนเกอร์ คุมทีมอยู่ ซึ่งตลอดทั้งฤดูการนั้น ทีมปืนใหญ่อาร์เซนอล ไม่แพ้ทีมใดในพรีเมียร์ลีกเลย

ด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา ขุมกำลังลงตัวไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตู อย่างเยน เลห์มัน ไล่ไปกองหลังคือ คู่เซ็นเตอร์อย่าง โซลแคมเปลล์ และโคโรตู่เร่ แบ๊กขวาและแบ๊กซ้ายเป็น แอชลี่โคล และโลร๊องต์ เอตาเม่  ขึ้นมาทีคู่กองกลางขึ้น แพคทริค วิเอร่า และ เรย์ พาร์เลอร์ ส่วนปีกซ้ายขวา เป็น โรแบร์ ปิแรส กับ เฟดดริก ลุงเบริก์ สุดท้ายคู่กองหน้าคือ เดนิส เบริก์แคมป์ และ 

เธียร์รี่ อองรี  ซึ่งต้องบอกนี่คือชุดดรีมทีม และเป็นชุดที่ดีสุดของอาร์เซนอล จนยุคปัจจุบัน ก็ยังไม่ผู้เล่นอาร์เซนอลชุดไหน ที่ทำได้เท่านี้ ซึ่งหากมามองถึงทีมอื่น ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่ทีมโคตรจะแข็งแกร่ง ก็ไม่สามารถทำได้ หรือจะเป็นหงส์แดง

ลิเวอร์พูล ที่ฤดูกาลนี้ถือว่ามาแรง และจ่อเข้าป้ายแชมป์อีกไม่กี่นัดนี้แล้ว และเป็นทีมที่ใกล้เคียงที่จะทำสถิติไร้พ่ายได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องฝันสลายไปในนัดล่าสุดที่ต้องพลาดท่าพ่ายแพ้ไปต่อทีมวัตฟอร์ด ชนิดที่เรียกว่าสู้กันไม่ได้เลยด้วยสกอร์ 3 ประตูต่อ 0 ที่สนามบ้านแตนอาละวาด เองในเมื่อคืนวาน ซึ่งถือเป็นการหยุดสถิติชนะ 18 นัดรวดของหงส์แดงลงไว้ด้วย

และไม่อาจทำสถิตินี้ได้เป็นทีมเดียว เพราะทีมก่อนที่เคยทำได้นั้น ก็คือเรือใบสีฟ้าที่ชนะรวด 18 นัดเท่ากัน

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราว  next88