แบ๊กซ้าย ที่ดีที่สุดในเวลานี้ เบน ชิลเวล์

อีกหนึ่งผลผลิตนักเตะชั้นดีจากค่ายสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เอาอีกแล้วกับการสร้างนักเตะชั้นยอดออกมา และกำลังจะทำกำไรจากการขายนักเตะได้ไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านปอนด์ ลองคิดดูว่าเป็นเงินไทยเท่าไหร่ ซึ่งสโมสรที่มีเจ้าของเป็นคนไทย รวยเละเข้าไปอีกมาก จากเดิมที่รวยอยู่แล้ว แต่ก็อย่างว่าเพราะความใจบุญและมีน้ำใจดูแลเมืองเลสเตอร์ด้วย

เหมือนกับดูแลสโมสร ทำให้แฟนบอลสนับสนุนเจ้าของทีมแบบรักล้นใจ ว่ากันต่อที่ตัวนักเตะที่มีนามว่า เบน ชิลเวลล์ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นนักเตะกองหลังฝั่งซ้ายที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในเกาะอังกฤษในช่วงเวลานี้เลย ด้วยผลงานที่เด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ รวมถึงยังสามารถที่จะเข้าทำประตูได้อีกด้วย

จึงทำให้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการเสริมทีมของยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทีมที่สนใจมากๆและอยากคว้าตัวไปร่วมทีมก็คือ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี นั่นเอง เพราะตัวกุนซือใหญ่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด นั้น ไม่ค่อยจะพอใจกับแบ๊กซ้ายที่มีอยู่อย่าง มาร์กอส อลอนโซ เท่าไหร่นัก เพราะนักเตะคนนี้ฟอร์มยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร

บางวันก็เล่นดีใจหายยิงประตูได้ด้วย เด่นเกมรุกมาก แต่บางวันก็เล่นไม่ได้เรื่องเพราะเจ้าตัวเองมักจะมีปัญหาเรื่องเกมรับ และชอบเติมเกมรุกจนลงมาไม่ทันเป็นประจำจนเป็นเหตุให้ทีมเสียประตูบ่อยๆ อยู่หลายครั้ง ดังนั้นทางแก้คือต้องซื้อนักเตะตำแหน่งนี้มาอุดช่องโหว่ ซึ่งเจ้าตัวก็มีความสนใจ เบน ชิลเวลล์ เป็นอย่างมาก

และกำลังอาศัยความเก๋าที่เป็นอดีตรุ่นพี่ทีมชาติอังกฤษเข้าเจรจาเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าในเวลานี้ ทางสโมสรเลสเตอร์ ยังไม่ยอมที่จะปล่อยนักเตะคนนี้ออกไปแน่นอน เพราะสาเหตุหลักๆสองอย่างคือ หนึ่งทางสโมสรเองยังคงไม่สามารถหาตัวแทนในตำแหน่งนี้ได้หากต้องปล่อยให้กับทีมอื่นไป

สองทางสโมสรมีความเชื่อว่าหากเก็บไว้นานกว่านี้ นักเตะคนนี้จะมีค่าตัวมากกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอนซึ่งในปัจจุบันนั้นนักเตะคนนี้ถูกตั้งค่าตัวไว้ที่แปดสิบล้านปอนด์

โดยทางเลสเตอร์เชื่อว่าหากเก็บไว้อีกสักปีสองปี ค่าตัวน่าจะเกินหลักร้อยล้านปอนด์ก็เป็นแน่ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางผู้สื่อข่าววิเคราะห์กันเองนั้นว่า ยากเหลือเกินที่ทางสโมสรจะยอมปล่อยนักเตะคนนี้ให้กับเชลซี เพราะถือว่าเป็นคู่แข่งที่แย่งตำแหน่งท๊อปโฟร์กันเกือบทุกปีในช่วงเวลานี้ คราวนี้คงต้องมาดูกันต่อว่านักเตะรายนี้จะอยู่กับเลสเตอร์ได้อีกนานแค่ไหน

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สล็อต

ฟุตบอลยุคโควิด19

กลับมาแล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลลีกยุโรปที่เงียบเหงากันไปเกือบสามเดือนซึ่งการกลับมาครั้งนี้นั้น ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่แปลกตากันไป ไล่เรียงกันมาตั้งแต่เรื่องของคนดูในสนามที่ตามกฎกติกาและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดนี้นั้นได้ให้มีการแข่งขันฟุตบอลกันได้ก็จริง แต่ต้องมีจำนวนผู้เข้าในสนามได้ไม่เกินสามร้อยคน ซึ่งในจำนวนสามร้อยคนนี้ก็ไม่ใช่คนดูด้วย เพียงแต่เป็นเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน กรรมการ ผู้เล่น และบรรดาหัวหน้าโค้ช ผู้จัดการทีมและสต๊าฟ์เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศการแข่งขันก็ดูแปลกตากันไป

ซึ่งมองจากการถ่ายทอดสดก็จะเห็นที่นั่งคนดูว่างเปล่าเปรียบเหมือนฟุตบอลอำเภอบ้านเรายังไงก็ไม่รู้ พอผ่านไปสักนักสองนัดฝ่ายจัดการแข่งขันคงมองแล้วว่าไม่โอแน่นอน จึงได้นำการเอาเสียงผู้ชมมาเปิดในสนามเพื่อให้บรรยากาศมันดูคึกคักและช่วยกระตุ้นนักเตะไปอีกทาง

และนอกจากนั้นที่ดูแปลกไปคือ การเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่จากเดิมกติกา การแข่งขันสากลนั้นจะกำหนดให้มีการเปลี่ยนตัวได้ทีมละสามคน คราวนี้ด้วยจำนวนการแข่งขันที่มีค่อนข้างถี่ และเป็นการช่วยให้นักกีฬาไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป จึงได้ออกกฎมาใหม่ให้เปลี่ยนตัวได้ฝั่งละห้าคน ซึ่งก็เป็นความโชคดีของพวกตัวสำรองที่โดยปรกติจะไม่ค่อยได้ลงสนาม จึงมีโอกาสที่จะถูกเปลี่ยนตัวลงมามากขึ้น แต่ด้วยการที่กลัวจะมีทีมเสียเปรียบเนื่องจากโดนถ่วงเวลา

ทางฝ่ายจัดการแข่งขันจึงยังคงให้มีการเปลี่ยนตัวได้แค่สามครั้งเท่าเดิม เพื่อป้องกันปัญหาการถ่วงเวลานั่นเอง ส่วนบางลีกที่มีอากาศร้อนมากๆ จะมีการให้พักคูลลิ่งเบรก หรือการพักเพื่อดื่มน้ำ ในช่วงการแข่งขันด้วยเช่นกัน ส่วนในการแข่งขันนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่ดูเปลี่ยนไปก็คือ การเถียงผู้ตัดสินที่รู้สึกว่ามีน้อยลงไปเนื่องจาก ก็คงต้องระวังเรื่องน้ำลาย หรือการเว้นระยะห่างกันเช่นกัน และอีกจุดหนึ่งในสนามก็คือการฉลองการยิงประตูด้วยท่าดีใจที่ไม่มีการสวมกอดกัน มีแต่การเข้ามาแสดงความยินดีและนำกำปั้นมาชนกันเท่านั้น

แม้แต่จับมือก็ยังคงน้อยลงไป เพราะกลัวกันนั่นเอง ส่วนการเข้าแถวก่อนลงสนามก็มีแปลกตาให้เห็น ซึ่งเมื่อก่อนเป็นการยืนเรียงแบบหน้ากระดานกัน แต่ตอนนี้เป็นการยืนแบบวงกลมและห่างๆกัน ซึ่งก็เป็นอะไรที่เปลี่ยนไปมากพอสมควร แต่ก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ ซึ่งก็คิดว่าอีกหน่อยก็จะชินกันไปเอง อย่างน้อยก็ยังโชคดีที่มีฟุตบอลดีๆ กลับมาให้แฟนบอลดูกันเหมือนเดิม

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa game vip

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ตัดสินใจออกจากวงการ MMA แล้ว

       ยอดนักสู้ชาวไอริช คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ซึ่งปัจจุบันนั้นเขาสังกัดทีม UFC ได้ออกมาประกาศการตัดสินใจอำลาวงการ โดยครั้งนี้ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ เป็นการประกาศการลาวงการ MMA เป็นครั้งที่3 แล้ว ซึ่งในขณะนี้เขากำลังอายุ 31 ปี ซึ่งตลอดเวลาระยะ 4 ปีที่เขาอยู่ในวงการของ MMA นี้เขาได้มีการออกมาประกาศอำลาวงการนี้ไปแล้วถึง 2 ครั้ง

และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สาม ซึ่งการที่เขาตัดสินใจที่จะหันหลังให้กับวงการในครั้งนี้ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ได้ออกมาบอกว่า เป็นเพราะเขาเบื่อกับวงการนี้แล้ว มันไม่มีอะไรให้เขาได้ตื่นเต้นเลย เพราะทุกครั้งเขาก็แค่ต้องต่อสู้และการต่อสู้ก็มีแค่การแพ้กับชนะ ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมนั่นทำให้เขารู้สึกถึงความซ้ำซากของเกมการต่อสู้นี้

  แต่อย่างไรก็ตามมีการรายงานออกมาจากวงในว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เขาอยากจะยุติการเล่นเกมต่อสู้นี้ก็เพราะว่า ทางต้นสังกัดของเขานั้น มักจะมีการเลือกค้นหาคู่ต่อสู้มาให้เขาไม่ค่อยเก่งสักเท่าไหร่ เป็นคู่ต่อสู้ที่มีความเก่งกาจแค่เพียงระดับกลางกลางเท่านั้น และเขาไม่ค่อยพอใจเพราะมันไม่เกิดความท้าทายสำหรับเขานั่นเอง 

ส่วนใหญ่คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ มักจะได้คู่ต่อสู้ที่ไม่เก่ง เหมือนได้คู่ต่อสู้ที่กำลังหมดแรงและหมดสภาพแล้วมาสู้ด้วยทั้งนั้น ทำให้เขาเลือกที่จะออกจากวงการการต่อสู้นี้ดีกว่าการสู้กันแบบขอไปทีไม่สนุกสนานนั่นเอง สำหรับคอเนอร์ แม็คเกรเกอร์นั้นเขาเคยพูดถึงคู่ต่อสู้คู่หนึ่งที่สู้กันระหว่างคาห์บิบ นูร์มาโกเมดอฟ 

ซึ่งเป็นนักสู้ชาวรัสเซีย และเขาได้ไปสู้กับ  จัสติน เกทจี   ซึ่ง จัสติน เกทจี  ในตอนนั้นที่มีการส่งเรื่องการเข้าชิงแชมป์เข็มขัดรุ่นไลท์เวท โดยเขาเสียดายมากที่ไม่ใช่ตัวเขาเองที่จะได้เป็นคนไปสู้กัน ทั้งที่ตัวของ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์เองนั้นก็เป็นถึง อดีตแชมป์รุ่นดังกล่าว  และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและอยากเลิกต่อสู้ก็

เพราะว่า เขาต้องต่อสู้กับคนอื่นในสนามการแข่งขัน แต่เขาไม่มีกองเชียร์มาเชียร์ที่ขอบสนามเลย ทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่เกมการแข่งขัน แต่มันเหมือนพวกกุ้ยสองคนหาเรื่องทะเลาะกันมากกว่า มันไม่มัน และมันไม่สนุกเมื่อไม่ได้ยินเสียงคนแชร์  

   อย่างไรก็ตามต้องรอดูกันว่าที่ คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ กล่าวว่าจะเลิกเล่นเกมต่อสู้นั้นจะจริงมากแค่ไหน เพราะเห็นว่าเลอกไปแล้วหลายครั้งแต่ในที่สุดเขาก็กลับมาต่อสู้อีกจนได้ และครั้งนี้อาจจะเหมือนเดิมก็ได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ โม้เต็มที่

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ โม้เต็มที่ หากพรีเมียร์ลักกลับมาแข่งได้เมื่อไหร่ แมนยูก็พร้อมเล่นเสมอ

              หากพูดถึงชื่อของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์  เขาคือผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของทีมฟุตบอลชื่อดังอย่างทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ทีมฟุตบอลที่ทุกคนทั่วโลกรู้จักและชื่นชอบ ทีมที่มีแฟนบอลอยู่ทั่วทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าหากมีใครมาถาม  โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ในช่วงนี้เขาย่อมต้องบอกอยู่แล้วว่าทีมปีศาจแดงของเขานั้นพร้อมอยู่เสมอที่เนื่องจากเขาได้พูดถึงนักเตะในทีมของเขาว่าทุกคนนั้นกำลัง ฝึกซ้อมกันอย่างเต็มที่สำหรับการจะกลับมาแข่งขัน  

        เป็นที่รู้กันดีว่าทิ้งไปแสดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้นเป็นทีมที่มีความโด่งดังระดับโลกซึ่งเขามีแฟนบอลอยู่ทั่วโลกเกือบทุกประเทศและนักกีฬาที่อยู่ในทีมของเขานั้นก็มีศักยภาพกันทุกคนซึ่งแต่ละคนที่เคยร่วมงานกับทีมแมนยูนั้นต่างก็ประสบความสำเร็จเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังกันเกือบแทบทุกคนเลยทีเดียวและมีการแข่งขันที่ไหนหรือฤดูกาลไหนแล้ว

แต่แมนยูจะเป็นทีมอันดับต้นๆที่สามารถขึ้นไปอยู่เหนือที่อื่นๆได้นักเตะของแมนยูนั้นได้สร้างชื่อเสียงให้กับสโมสรของตนเองในทุกๆครั้งที่มีการแข่งขันและไม่เคยทำให้แฟนบอลนะผิดหวังเลยอย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนานักฟุตบอลต่างก็ต้องหยุดกิจกรรมการซ้อมฟุตบอลและกิจกรรมการแข่งขันให้อยู่แต่ในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะติดเชื้อไวรัสได้แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทุกคนนั้นจำเป็นที่จะต้องอยู่แต่กับบ้านแต่นักฟุตบอลของทางแมนยูทุกๆคนต่างก็ทำการฝึกซ้อมร่างกายของตนเอง

ให้แข็งแรงและเตรียมความพร้อมที่จะมีการลงแข่งขันฟุตบอลอยู่เสมอซึ่งแน่นอนว่าเมื่อทางรัฐบาลมีการประกาศให้สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนั้นกลับมาแข่งขันและเมื่อไหร่ทางนักกีฬาของทางทีมสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก็พร้อมที่จะลงสนามได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอว่าจะต้องมานั่งซ้อมและออกกำลังกายกันอีกเลย

เพราะแต่ละคนนั้นจะถูกตารางการฝึกซ้อมด้วยตนเองอยู่ที่บ้านดังนั้นนักฟุตบอลทุกคนจึงพร้อมทุกเมื่อหากเกิดการแข่งขันเมื่อไหร่ก็ตามซึ่งแน่นอนว่าได้มีการออกมาเย็นๆเป็นที่แน่ชัดแปลว่าการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนั้นจะกลับมาเปิดให้นักฟุตบอลนั้นได้แข่งขันกันอีกครั้งหนึ่งโดยจะเริ่มการแข่งขันกันในเดือนมิถุนายนซึ่งนัดแรกนั้นจะมีการแข่งขันการประมาณวันที่ 16 มิถุนายนนี้เองและแมนยูก็คือหนึ่งในทีมที่มีความพร้อมที่จะลงสนามแล้ว 

 

สนับสนุนโดย  bk8

ลีกพรีเมียร์ที่ถูกเรียกว่าลีกปราบเซียน

หากจะมองว่าลีกฟุตบอลในประเทศไหนที่ถูกมองว่าเป็นลีกที่ดูบอลแล้วสนุกนั้นทุกคน คงต้องเป็นเสียงเดียวกันว่าพรีเมียร์ลีก เพราะถือว่าลีกนี้เป็นลีกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งมากเป็นอันดับหนึ่ง หลายต่อหลายคนที่เป็นนักเตะที่เก่งกาจแล้วย้ายมาที่นี่นั่นแล้ว มีเยอะเหลือเกินที่ประสบความล้มเหลวในการมาที่อังกฤษ เช่น

มอริเอนเตส นักเตะกองหน้าชาวสเปน ที่ย้ายมาจากรีลมาดริด ซึ่งเปรียบเสมือนเข้ามาทดแทน ไมเคิ่ล โอเว่น ในยุคนั้น แต่ตัวเค้าก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพให้แฟนบอลหงส์แดงประทับใจได้ เหมือนตอนที่เล่นให้ราชันชุดขาว แถมยังมีอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งด้วยสไตล์การเล่นของเค้านั้นอาจจะไม่เหมาะกับพรีเมียร์ลีก ที่มีการเล่นกันค่อนข้างเร็วจึงทำให้เค้าไม่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น

เซอร์เก เรบอฟ ชื่อนี้แฟนบอลอาจจะไม่คุ้นหู แต่หากให้นึกถึงนักเตะคนนี้ที่เป็นคู่หูของ อังเดร เชฟเชนโก้ น่าจะพอนึกออก เพราะตัวเค้าผนึกกำลังกับ เชฟเชนโก้ พาทีมดินาโมเคียฟ ทะลุเข้ารอบลึกๆ ในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกมาแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาล้มเหลวกับ ไก่เดือยทอง เสปอร์ แต่สุดท้ายเค้ากลายเป็นหนึ่งในดีลที่ล้มเหลวที่สุดของการซื้อตัวเสปอร์ในครั้งนั้นเลยทีเดีย

รามาเอล ฟากัลป์ ซึ่งถือว่าในวินาทีก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่แมนยูนั้น เค้าคือนักเตะที่ถือว่าเป็นปืนกลยิงประตูคู่แข่งให้อย่างมามากและถือว่าเป็นนักเตะที่ถูกยกย่องเป็นกองหน้าระดับโลก ซึ่งตัวเค้าเองนั้นเปรียบเหมือนเครื่องจักรการผลิตประตูเลยทีเดียว และยิงประตูมากมายพาทีม ปารีสฯ คว้าแชมป์ลีกเอิงมาเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเค้าย้ายมาที่อังกฤษแล้วนั้นสิ่งที่เคยเห็นกับไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปในเกาะอังกฤษซึ่งตัวเค้ากลายเป็นคนละคนกับทีฝรั่งเศส ไม่สามารถโชว์ฟอร์มที่ดีได้เลย 

อัลเวอร์โร่ โมราต้า นักเตะหน้าหล่อจากเสปน ที่ย้ายมาจากราชันชุดขาว ในสเปน ซึ่งตอนที่เค้าเล่นให้กับมาดริดนั้น ถือว่าเป็นกองหน้าดาวรุ่งที่เจิดจรัสมากในเสปน แต่พอย้ายมาอังกฤษนั้น สิ่งที่เห็นกลับไม่เป็นสิ่งที่คาด เพราะสุดท้ายนั้นเค้าไม่สามารยกระดับความสามารที่ทำได้เหมือนกับราชันชุดขาวได้

ดีเอโก้ ฟอร์ลัน นักเตะจากอุรุกวัย ที่เสียครั้งหนึ่งเค้าอยู่ผิดที่ผิดเวลากับแมนยู เพราะในยุคนั้นเค้าเป็นนักเตะที่ถูกซื้อมาด้วยการคาดหวังว่าจะเป็นนักเตะที่เล่นกับ รุด ฟานนิสเตอรอยได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ผีแดงต้องการ

 

สนับสนุนโดย  bk8

สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ยืนยันมีการต่อสัญญากับ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ใหม่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 1 เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 253  ได้มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับวงการกีฬาฟุตบอลออกมาว่า ทางด้านสโมสรฟุตบอล BG ปทุม ยูไนเต็ด ได้มีการยื่นขอเสนอไปยัง วิคเตอร์ คาร์โดโซ เกี่ยวกับเรื่องของการขอต่อสัญญาให้ วิคเตอร์ คาร์โดโซ นั้นทำงานร่วมกับทางทีมสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ต่อไปอีก

ซึ่งการพูดคุยกันในครั้งนี้เป็นการขยายสัญญาทำงานร่วมกันฉบับใหม่ออกไปอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มีการผนึกกำลังกับกองหลังที่คอยช่วยดูแลหลังบ้านกับ อันเดรส ตูเญซ ให้สามารถคว้าแชมป์ความสำเร็จมาให้ได้   และจากการพูดคุยกันนั้น ก็ปรากฏว่าทาง สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด สามารถที่จะถึงตัววิคเตอร์ คาร์โดโซ มาต่อสัญญาได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยได้มีการออกมาประกาศเรื่องของการต่อสัญญากันเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน สำหรับวิคเตอร์ คาร์โดโซ นั้นเขาเคยเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจมากความสามารถ และเขานั้นเคยเล่นเป็นกองหลัง เขาเป็นชาวบราซิเลียน และปัจจุบันนี้ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ก็อายุประมาณ 3 ปีแล้ว และก่อนหน้านี้ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ก็ได้ร่วมงานกับทาง สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด มาแล้ว

และเขาก็สามารถที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่น่าพอใจให้กับสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เป็นอย่างมาก ผลงานของเขาถือว่ายอดเยี่ยมมากเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ที่ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ได้ย้ายมาร่วมทีม สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2020 

     ส่วนทางด้านของ วิคเตอร์ คาร์โดโซ เองก็ได้ออกมาพูดถึงในเรื่องของการต่อสัญญากับ สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด นี้เช่นกัน โดยเขาได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ผ่านเว็บไซต์ของทางสโมสรเองว่า ตั้งแต่ที่เขาและครอบครัวของเขาได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยและทำงานที่ประเทศก็เป็นเวลานานถึงหกปีมาแล้ว เขาและทุกคนในครอบครัวของเขานั้นมีความรู้สึกว่ามีความสุขมากที่พวกเขาได้อยู่ที่เมืองไทยแห่งนี้

เขายังบอกอีกด้วยว่าตลอดระยะเวลา 6 ปีที่อยู่เมืองไทยเขาและครอบครัวได้รับแต่เรื่องราวและสิ่งที่ดีมาโดยตลอด ทั้งจากคนไทยและจากสโมสรที่เขามาทำงานด้วยนี้ ซึ่งในตอนนี้เขาได้รับการติดต่อให้มีการต่อสัญญาเพิ่ม ทำให้เขารู้สึกดีใจมาก และเขามองว่าการทำงานต่อไปในอนาคตของเขาจะยิ่งต้องดีกว่าเดิม และมันคือความท้าทาย

สำหรับเขามากที่จะต้องมีการบริหารจัดการงานของเขาให้ออกมาให้ดีที่สุด และแน่นอนว่าเขาอยากจะที่คว้าแชมป์ลีก และนำพาทีม บีจี ไปคว้าถ้วยฟุตบอลมาให้ได้ และเขาสัญญาว่าขาจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะมีกำลังกายทำได้  เขาเองก็อยากที่จะสร้างประวัติศาสตร์ความสำเร็จนี้กับสโมสรของไทยนี้เหมือนกัน

สำหรับ วิคเตอร์ คาร์โดโซ ลงสนามรับใช้ “เดอะ แรบบิท” ไปแล้ว 4 ในซีซั่น 2020 และช่วยให้ทีมเสียประตูไปเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น.

 

สนับสนุนโดย  bk8

นักเตะที่เก่งกาจ แต่พอเป็นกุนซือแล้วล้มเหลว

ในโลกฟุตบอลใบนี้ ไม่มีใครเก่งทุกอย่างเสมอไป บางคนอาจจะเล่นฟุตบอลเก่ง แต่พอเมื่อเลิกเล่นแล้วรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลอาจจะไม่เก่งเหมือนตอนเล่น หรือบางคนตอนเป็นนักเตะอาชีพอาจจะดูไม่โดดเด่นเลย แต่พอเลิกเล่นแล้วมาเป็นผู้จัดการทีมกลับกลายเป็นผู้จัดการทีมที่สุดยอด วันนี้ลองมาดูกันว่า นักเตะที่เคยโด่งดังและเล่นฟุตบอลเก่งนัก แต่พอเลิกเล่นแล้วผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมนั้นและล้มเหลวมีใครกันบ้าง

โทนี่ อดัมส์ อดีตกัปตันทีมอาร์เซนอล และทีมชาติอังกฤษ ที่สมัยตอนเล่นฟุตบอลนั้นถือว่าเป็นระดับตำนานของทีมชาติอังกฤษและสโมสรอาร์เซนอล ซึ่งผ่านการคว้าแชมป์ลีก และบอลถ้วยมานับไม่ถ้วน แต่พอเมื่อเลิกเล่นฟุตบอล เค้าหันไปจับงานผู้จัดการทีมและเป็นผู้จัดการทีมให้ทีมวีคอมบ์ วันเดอร์เลอร์ เป็นทีมแรก แต่สุดท้ายงานแรกของเค้าก็พาทีมตกชั้นตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เค้าคุม จากนั้นเค้าก็ลาออกไปฝึกวิชาที่ประเทศเนอร์เธอร์แลนด์ ด้วยการรับงานคุมทีมเยาวชนของเฟเยนูรด์ ก่อนที่จะย้ายกลับมาอังกฤษคุมทีมปอมปีย์ และคุมไปได้เพียงไม่กี่นัดก็ดูไล่ออก สุดท้ายผลงานชิ้นโบว์ดำของเค้าก็คือการคุมทีมกรานาด้าในเสปน และแพ้สิบนัดรวด พาทีมตกชั้นอย่างน่าใจหาย 

อลัน เชียร์เรอร์ อดีตดาวยิงชื่อดังและดาวยิงสูงสุดในพรีเมียร์ลีก และเมื่อจบอาชีพนักฟุตบอลนั้น ตัวเค้าได้ผันตัวมาเป็นกุนซือให้กับนิวคาสเซิ่ล ทีมรักของเค้า และเพียงแค่แปดเกมเท่านั้นที่เค้าลองดีกับการเป็นกุนซือ ด้วยสถิตชนะเพียงนัดเดียวและพาทีมรักตกชั้น กลายเป็นตราบาปของเค้าจนทุกวันนี้ และไม่กล้ารับงานกุนซือที่ไหนอีกเลย

แกรี่ เนวิลล์ อดีตสุดยอดกองหลังของแมนยู ที่ตอนแรกเป็นคอมเมนเตเตอร์อยู่ดีๆ ก็ดีอยู่แล้ว อยากลองมาจับงานกุนซือแบบเพื่อนๆกันบ้าง ก็เลยผันตัวไปเป็นกุนซือบาเลนเซีย แต่สุดท้ายแทนที่จะสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง แต่ก็กลายเป็นโบว์ดำ ด้วยการคุมทีมเพียงสามเดือน และทำสถิติแพ้บาร์ซ่า ถึงเจ็ดประตูต่อศูนย์

พอล สโคล อดีตกองกลางเชิงสูง ระดับโลก ที่ประสบความสำเร็จมากมายไม่ต่างกับเนวิลล์  ที่หันมาลองดีคุมสโมสรโอลด์แฮม ซึ่งอันนี้รู้ตัวเองก่อนที่จะโดนไล่ออก เพราะคุมทีมไปแค่หนึ่งเดือน ก็ขอลาออกจากการเป็นกุนซือ โดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะกับตัวเค้า พร้อมฝากสถิติคุมทีมเจ็ดนัดและชนะแค่นัดเดียว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

จากนักกีฬาบาสธรรมดา กลายมาเป็นคนที่มีทรัพย์สินมหาศาล

จากนักกีฬาบาสธรรมดา กลายมาเป็นคนที่มีทรัพย์สินมหาศาลรองจากไมเคิล จอร์แดนเท่านั้น ชีวิตจริงของ จูเนียร์ บริดจ์แมน

       หากพูดถึงประวัติของนักกีฬา  จูเนียร์ บริดจ์แมนเราจะทราบกันดีว่า จูเนียร์ บริดจ์แมน  มีชีวิตในอดีตนั้นที่ไม่สดใสมากสักเท่าไหร่ จากวัดสมัยเด็กนั้นเขาเกิดแบตโอมาในชุมชนแรงงานครอบครัวของเขานั้นมีฐานะยากจนไม่ว่าจะรุ่นปู่รุ่นพ่อของเขาก็เป็นเพียงแค่ลูกจ้างในโรงงานเท่านั้นส่วนมากของเขานั้นก็เป็นเพียงแค่แม่บ้านธรรมดาธรรมดาที่ต้องรับจ้างทำงานทั่วไป

เพื่อหาเลี้ยงดูลูกๆในครอบครัวและแน่นอนว่าจากการที่ครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยนั้นเอง จูเนียร์ บริดจ์แมน ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยเหลือครอบครัวด้วยการหางานทำแต่อย่างไรก็ตามพ่อของเขาเองก็หวังอย่างยิ่งว่าลูกชายของเขาจูเนียร์ บริดจ์แมน จะได้กลับมาเรียนหนังสือเพราะพ่อของเขานั้นเล็งเห็นประโยชน์ของการเรียนว่าจะช่วยให้ชีวิตของลูกชายของเขานั้น

ประสบความสำเร็จและก้าวหน้ามากกว่าจะต้องมาเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานเหล็กเหมือนกับตัวเองดังนั้น พ่อเขาจะมีการออกกฎให้กับจูเนียร์ บริดจ์แมน ได้ทำเป็นประจำทุกวันนั่นก็คือจูเนียร์ บริดจ์แมน จะต้องมีการเข้าโบสถ์เป็นประจำ  และข้อ 2 นั้นไม่ว่าอย่างไรพ่อเขาก็ยังต้องการให้จูเนียร์ บริดจ์แมน 

ไปเรียนหนังสือและตั้งใจเรียนแล้วที่สำคัญผลการเรียนต้องดีห้ามนำเอาผลการเรียนแย่ๆไม่ได้ความมาฝากคนที่บ้านเป็นอันขาดและข้อสุดท้ายที่กฎของพ่อเขาตั้งไว้ก็คือทุกคนในบ้านจะต้องช่วยกันทำงานเป็นทีมและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทุกคนห้ามยอมแพ้เป็นอันขาด และด้วยกฏ3 ข้อที่พูดมานี้ทำให้ จูเนียร์ บริดจ์แมน การประสบความสำเร็จในอาชีพของเขาด้วยเขาเข้ามาเป็นนักกีฬาทีมบาสเกตบอลหลังจากที่เขาได้เข้าโรงเรียนที่ อีสต์วอชิงตัน หลักการเล่นบาส ของ จูเนียร์ บริดจ์แมนก็คือ เขาจะคิดถึงผลการชนะมากกว่า

จะที่มาดูแลเรื่องฟอร์มการเล่นของตัวเองว่าดีหรือไม่ดีแค่ไหน  ดังนั้นในช่วงที่เขาเป็นนักกีฬาให้กับทางโรงเรียนเขาจึงสามารถนำทีมคว้าแชมป์มาได้หลายครั้งและเขาไม่เคยแข่งแพ้เลยตลอดการแข่งขันนั่นเอง และด้วยความเก่งทางด้านกีฬานี่เองทำให้ จูเนียร์ บริดจ์แมน ได้รับทุนการศึกษาต่อ เพื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

และในขณะที่เรียนเขาก็ยังคงหาเวลาไปเล่นกีฬาอีกด้วย ทำให้เขากลายเป็นคนที่เรียนก็เก่ง และกีฬาก็เด่น และถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมในการแข่งบาส มากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่วางใจเขาจึงหันมาเรียนเพิ่มเติมในด้านกฎหมายอีกด้วย และนั่นทำให้ชีวิตของเปลี่ยนไป ปัจจุบันเขากลายเป็นนักธุรกิจที่มีฐานะร่ำรวยมั่นคงดังนั้นเมื่อเขามีความสนใจและรักในแฮมเบอร์เกอร์เขาจึงได้เปิดร้านขายอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ชื่อว่า  wendy’s ซึ่งสามารถสร้างกำไรให้เขาได้มากมายมหาศาลเลยทีเดียว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

ชนานันท์ นักฟุตบอลชื่อดังของไทย

ชนานันท์ นักฟุตบอลชื่อดังของไทยโพสต์หวานถึงแฟนสาวสุดสวยน้องเมย์เมื่อครบรอบ 5 ปีที่คบกัน 

  นับได้ว่าเป็นคู่รักที่แฟนบอลต่างให้ความสนใจคู่หนึ่งเลยทีเดียวกับคู่รักในวงการลูกหนังคู่นี้นั่นคือคู่ของ เจ้าทู  ชนานันท์ ป้อมบุปผาซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่มีความเก่งกาจสามารถของทีม True Bangkok United   โดยปัจจุบันนี้เจ้าทู ชนานันท์กำลังคบหาดูใจอยู่กับหวานใจคนสวยนั่นก็คือน้องเมย์  ฐานิตา   ดอนไพรกา โดยทั้งคู่นั้นได้คบหาดูใจกันมานานถึง 5 ปีแล้ว 

         และนี่ก็เป็นวันครบรอบที่ทั้งคู่นั้นได้คบกันถึง 5 ปีดังนั้นแน่นอนว่ากองหน้าตัวเก่งของเราจะต้องไม่พลาดอย่างแน่นอนที่จะมีการแสดงข้อความหวานๆและแคปชั่นซึ้งๆส่งไปถึงหวานใจของเขาสำหรับข้อความซึ้งๆที่เขาได้มีการส่งถึงวันจันทร์ของเขานั้นก็ระบุถึงข้อความที่เขานั้นได้คบกับหวานใจของเขามา 5 ปีแล้วซึ่งเขาบอกว่าเขายังสามารถจำได้ในครั้งแรกที่เขาเจอกันบอกได้เลยว่า

เขารู้สึกเขินอย่างมากและนี่ก็ผ่านไป 5 ปีแล้วเขารู้สึกว่ามันรวดเร็วมากๆเลยเขารู้สึกดีกับหวานใจของเขามากและเขามีความทรงจำดีๆกับการใช้ของเขาโดยเขาจะจำได้ในทุกที่ที่พวกเขาไปเที่ยวด้วยกันอีกทั้งยังตกใจอย่างสุดซึ้งว่าเขารักหวานใจของเขามากๆเลยและเขามีความสุขที่มีเธออยู่ข้างกายนั่นเองก็หวังว่าความรักของเขาและเธอนั้นจะยังมั่นคงอยู่อย่างนี้ตลอดไปและลงท้ายอย่างหนักหน่วงมากว่ารักนะจุ๊บๆ 

          สำหรับ   เจ้าทู  ชนานันท์ ป้อมบุปผา  เขาคือศูนย์หน้าโหลดเพลงคนสำคัญของทีมชาติไทยด้วยอายุของเขาในวัย 28 ปีนั้นเขาได้รับบทบาทให้มาค้าแข้งกลับแข้งเทพบางกอกยูไนเต็ดเมื่อประมาณปีคริสต์ศักราช 2019 ซึ่งในขณะนั้นเขามีตำแหน่งเป็นตัวริมเส้น  โดยเขาสามารถลงการแข่งขันทั้งหมด 18 เกมด้วยกันและเขาสามารถทำประตูได้จำนวนทั้งสิ้น 2 ประตู

และนอกจากเขาจะเป็นดาวยิงที่มีความเก่งกาจสามารถมากแล้ว เจ้าทู  ชนานันท์ ป้อมบุปผา ของเรายังเป็นนักธุรกิจอีกด้วยซึ่งครอบครัวของเขานั้นประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของไร่โดยไร่ของเขานั้นชื่อว่าไร่ชนานันท์  ซึ่งธุรกิจของเขานั้นมีอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีโดยเป็นไร่สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักผ่อนมีบรรยากาศภายในไร่นั้นร่มรื่นวิวสวยงามและพื้นที่อาณาเขตของไร่นั้น

มีเนื้อที่มากถึง 4 ไร่ด้วยกัน ที่สำคัญไร่ของเขานั้นอยู่ติดกับเขื่อนกระเสียวที่อำเภอด่านช้างอีกด้วยเส้นหวานใจของ   เจ้าทู  ชนานันท์ ป้อมบุปผา งั้นก็ไม่น้อยหน้ากันเพราะสาวน้อยคนนี้ก็เปิดธุรกิจขายเสื้อผ้าผ่านทางออนไลน์ทำให้มีแฟนบอลของ เจ้าทู  ชนานันท์ ป้อมบุปผา ไปช่วยอุดหนุนกันเป็นจำนวนมาก

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

แอชลีย์ โคล เปิดเผยถึงสาเหตุที่ย้ายจากทีม อาร์เซนอล ไปอยู่ทีม เชลซี 

       สำหรับอดีตแบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษอย่าง  แอชลีย์ โคล ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นนักฟุตบอลที่มีความเก่งกาจและมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกมากแค่ไหนที่ออกมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสาเหตุที่เขาตัดสินใจที่จะมีการย้ายจากทีมสโมสรชื่อดังอย่างอาร์เซนอลเพื่อไปเป็นนักเตะกับทีมเชลซีซึ่งการตัดสินใจในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2061

โดยทาง แอชลีย์ โคล ได้ออกมาพูดถึงเรื่องราวในครั้งนั้นว่าเขามองว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นทางทีมปืนใหญ่ยังทีม Arsenal นั้นกำลังอยู่ในช่วงที่ขาลงและมองเห็นแต่ความล่มสลายของทีมเท่านั้นเองดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องหาทางมาสู่ทีมที่ดีกว่าและเขามองเห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นทีมเชลซีเป็นทีมที่จะนำพาให้เขาประสบความสำเร็จได้นั้นเองสำหรับการเปิดเผยเรื่องราวในครั้งนี้เปิดเผยขึ้นผ่านทางสำนักข่าวชื่อดังแห่งหนึ่งของต่างประเทศในวันที่ 24 เดือนพฤษภาคมปี 2563 

      สำหรับ  แอชลีย์ โคล  ก็คือนักฟุตบอลมืออันดับ 1 ของทวีปยุโรปเลยก็ว่าได้แต่การที่เขาได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่สำคัญนี้ทำให้แฟนบอลของทางด้านทีม Arsenal นั้นเกิดความรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากซึ่งอันที่จริงแล้วในช่วงที่ทางแอชลีย์ โคล ได้มีการย้ายมาอยู่กับเชลซีนั้นเขาได้รับค่าตัวเพียงแค่ 5 ล้านปอนด์เท่านั้นเองแต่อย่างไรก็ตามไม่เคยมีใครรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริง

แล้วแอชลีย์ โคล ย้ายมาอยู่กับทาง Chelsea เนื่องจากสาเหตุอะไรโดยทุกคนต่างก็มองว่าสาเหตุนั้นอาจจะมาจากเรื่องของค่าตอบแทนที่ทางอาร์เซนอลไม่สามารถที่จะให้ผลตอบแทนกับทางแอชลีย์ โคล  ได้มากเท่ากับที่ทางเชลซีเสนอให้ สำหรับเรื่องราวในครั้งนี้แอชลีย์ โคล ได้ออกมาพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่าสาเหตุที่เขาต้องย้ายมาอยู่ทีมเชลซี

จนถึงปัจจุบันนี้นั่นก็เพราะว่าในช่วงที่เขาอยู่กับทีม Arsenal นั้นเป็นช่วงที่เขามีเพื่อนร่วมทีมที่ดีมากๆและแต่ละคนก็เข้าขากันดีแต่หลังจากนั้นไม่นานเพื่อนร่วมทีมต่างๆที่เคยรู้ใจกันต่างก็ทยอยย้ายไปอยู่ที่อื่นๆซึ่งหลังจากนั้นทำให้เขารู้สึกว่าระยะห่างทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมทีมกับนักกีฬาอื่นๆที่เป็นนักกีฬาตัวใหม่เข้ามามันค่อนข้างมีปัญหา

และเขาไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมทีมกับบุคคลเหล่านี้ได้จึงจำเป็นต้องมีการย้ายทีมออกไปอยู่ทีมใหม่โดยเขามองว่าที่ใหม่ที่เขาอยากจะไปอยู่นั่นก็คือทีมเชลซีนั่นเองและนับตั้งแต่ที่แอชลีย์ โคล ได้มีการใช้ประโยชน์จากการเชลซีเขาก็ประสบความสำเร็จต่างๆมากมายหลายรายการซึ่งโดยรวมแล้วเขาสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 8 รายการเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าsagame